จับท่าที-ข้อเสนอไทย ใน "อาเซียนรีทรีต" เซบู
อาเซียนเปิดฉากการเป็นประธานของฟิลิปปินส์ในปี 2026 ด้วยการประชุมแรกของปีที่เกาะเซบู ในเวทีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ หรืออาเซียนรีทรีต เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าสำหรับไทย ประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามองคือท่าทีของฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนรวมถึงชาติสมาชิกอาเซียนต่างๆ ต่อประเด็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งเกิดการปะทะกันครั้งใหญ่ 2 รอบในปีที่ผ่านมา ที่ถือได้ว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
สิ่งที่สะท้อนให้เห็นภาพของสถานการณ์ที่เซบูได้ดีที่สุดประการหนึ่ง มาจากการแถลงข่าวของนางเทเรซา ลาซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ที่พนมเปญโพสต์ สื่อกัมพูชาถึงกับต้องนำมารายงานข่าวด้วยการพาดหัวว่า “ความขัดแย้งกัมพูชา–ไทยไม่ใหญ่พอ? ไม่มีสื่อใดตั้งคำถามถึงการสู้รบระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ” โดยลาซาโรแสดงความประหลาดใจเมื่อไม่มีผู้สื่อข่าวที่เข้าร่วมการแถลงข่าวตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างกัมพูชา-ไทย ที่ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่าร้อยรายเลย
ระหว่างการแถลงข่าว ลาซาโรได้กล่าวถึงประเด็นไทย-กัมพูชาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้มุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของบทบาทของคณะผู้สังเกตุการณ์อาเซียน (AOT) ในการติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พร้อมระบุถึงการดำเนินการเพื่อให้การถ่ายโอนบทบาทผู้ประสานงาน AOT จากมาเลเซียไปยังฟิลิปปินส์เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงความยินดีกับแถลงการณ์ร่วมของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป สมัยพิเศษครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมปีก่อน
“คุณมุ่งความสนใจไปที่ประเด็นประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ (COC) และสถานการณ์ในเมียนมาเท่านั้น ดิฉันหวังว่าคุณจะถามถึงประเด็นอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องชายแดนไทย–กัมพูชา แต่เนื่องจากพวกคุณไม่ได้ถาม ดิฉันก็ขอขอบคุณเป็นอย่างมาก” ลาซาโรกล่าวก่อนจบการแถลงข่าวครั้งนี้ เพราะแน่นอนว่าภายใต้การเป็นประธานของฟิลิปปินส์ ธงหลักของปีคือการสรุปการเจรจา COC กับจีนซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ตรงสำหรับฟิลิปปินส์เอง
แม้จะดูเหมือนว่าเนื้อหาในการแถลงข่าวของประธานอาเซียนจะเพียงพอต่อความสนใจของสื่อที่ไปร่วมทำข่าวในครั้งนี้แล้ว แต่ในวาระการประชุม กัมพูชาได้ขอให้มีการบรรจุวาระการติดตามผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม เข้าไปให้ประเด็นที่จะมีการหารือของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนในครั้งนี้ ร่วมกับวาระที่หารือกันปกติตามที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งก็คือการติดตามผลและความคืบหน้าต่างๆ ที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ในการประชุมสุดยอดอาเซียน และการหารือในประเด็นอื่นๆ ที่จะกำหนดทิศทางและความร่วมมือของอาเซียนตลอดทั้งปี
สิ่งที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เลือกที่จะทำคือการไม่ตอบโต้ใดๆ ในเรื่องที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามหยิบยกขึ้นมา แต่นายสีหศักดิ์ได้เน้นย้ำถึงการยึดมั่นในข้อตกลงที่มี และไม่ควรปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบกับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ที่สำคัญคือการสื่อสารที่ต้องทำผ่านคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (อาร์บีซี) แน่นอนว่าเป้าหมายสูงสุดคือการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างกัน ที่ต้องสร้างบนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน การสื่อสารที่โปร่งใส และการเคารพในอธิปไตยของกันและกัน
“ไทยมุ่งมั่นที่จะดำเนินนโยบายต่อกัมพูชาด้วยความรอบคอบและความอดทน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนไทยเป็นสำคัญ พร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนด้วย” นายสีหศักดิ์กล่าว
ดูเหมือนในความเป็นจริง ท่าทีชองชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากผู้สื่อข่าวที่ฟังนางลาซาโร นั่นคือไม่ได้สนใจกับปัญหาไทย-กัมพูชามากไปกว่าที่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิบัติตามสิ่งที่ตกลงกันไว้ให้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะต้องยอมรับว่า เหตุปะทะไทย-กัมพูชาในครั้งนี้กระทบต่อสิ่งที่อาเซียนเคยภาคภูมิใจ ว่าอาเซียนเป็นภูมิภาคที่ไม่มีขัดแย้งระหว่างกัน หรือหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นมันก็ไม่ได้ลุกลามจนกลายเป็นสงครามระหว่างรัฐ และท่ามกลางโลกอันสับสนวุ่นวายในปัจจุบัน ปัญหาที่แต่ละประเทศต้องจัดการก็ล้นมือจนไม่อยากจะสนใจในเรื่องของชาวบ้านเท่าใดนัก ตราบที่เรื่องนั้นๆ ไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบใดๆ กับประเทศของตน
ขณะที่ข่าวเกี่ยวกับการฟ้องร้องสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และสมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อสัปดาห์ก่อนโดยมีการระบุว่า ผู้ดำเนินการฟ้องร้องของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทำให้กระทรวงต่างประเทศกัมพูชายื่นประท้วงไทย โดยแสดงความกังวลว่าเป็นการกระทำที่บั่นทอนการฟื้นฟูความสัมพันธ์สองชาตินั้น ซึ่งหากสืบย้อนไปจะเข้าใจได้ว่า น่าจะเป็นการดำเนินการตามที่รัฐบาลไทยในสมัยนายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรี เคยประกาศไว้ว่าจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้นำกัมพูชา หลังเหตุปะทะครั้งแรก
ล่าสุดนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสมช. ให้สัมภาษณ์กับแนวหน้าออนไลน์เมื่อวันที่ 31 มกราคม ว่า ตนและสมช.ไม่ได้เป็นผู้ฟ้อง แต่เป็นเป็นเรื่องของประชาชนที่ได้รับความเสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีและมีอัยการทำสำนวนฟ้อง เพียงแต่เรื่องนี้เป็นมติสมช. ให้ประชาชนดำเนินการ ประชาชนและหน่วยงานภาครัฐที่ได้รับความเสียหายเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีตามกฏหมายไทย การฟ้องร้องดังกล่าว เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนไทยภายใต้กฎหมายไทย เพื่อชดเชยและเยียวยาความเสียหาย ในชีวิตและทรัพย์สินจากสงครามที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ประเด็นสถานการณ์ในเมียนมาที่เพิ่งมีการจัดการเลือกตั้งก็ยังเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนหยิบยกมาหารือเช่นกัน โดยที่ประชุมไม่ได้มีการรับรองผลการเลือกตั้งในเมียนมาเพราะยังไม่มีฉันทามติร่วมกัน ด้านนายสีหศักดิ์ได้เสนอว่า อาเซียนต้องปรับท่าทีให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพราะต้องยอมรับว่าฉันทามติ 5 ข้อของผู้นำอาเซียนที่มีขึ้นตั้งแต่หลังการยึดอำนาจของกองทัพเมียนมานั้นไม่ได้คืบหน้าไปไหนมากนักจนถึงปัจจุบัน เมื่อเมียนมามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วแม้จะไม่สมบูรณ์นัก แต่มันอาจกลายการเริ่มต้นเปลี่ยนผ่าน ในการดึงเมียนมากลับเข้าสู่กระบวนการของอาเซียนอีกครั้ง ผ่านกลไกการมีปฏิสัมพันธ์แบบ “ทางคู่” คือ หากอาเซียนเริ่มมีปฏิสัมพันธ์เพิ่มขึ้น รัฐบาลเมียนมาต้องมีสิ่งตอบสนองที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดความรุนแรง และเริ่มการเจรจากับพรรคสันนิบาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม
นายสีหศักดิ์ย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเมียนมาเพราะเรามีฐานะเป็นรัฐด่านหน้า เราเจอทั้งปัญหาสแกมเมอร์ ยาเสพติด ปัญหามลพิษในแม่น้ำ และการค้าชายแดนหยุดชะงัก อย่างไรก็ดี ผู้แทนเมียนมาที่มาเข้าร่วมประชุมได้แจ้งว่า บทบาทของผู้แทนพิเศษอาเซียนอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปเพราะเมียนมาจัดการเลือกตั้งแล้ว และรัฐบาลใหม่ของเมียนมาน่าจะสามารถจัดการเรื่องต่างๆ ได้เอง
นายสีหศักดิ์ยังได้เสนอกรอบแนวคิด 3R เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้อาเซียนรับมือกับโลกที่ระเบียบเก่าที่ถูกบั่นทอน โดยเฉพาะจากมหาอำนาจที่เคยค้ำจุนระเบียบโลก ประกอบด้วย Regionalism หรือความเป็นภูมิภาคนิยม โดยต้องมองผลประโยชน์ 2 ระดับพร้อมกันคือ ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพราะภูมิภาคจะเข้มแข็งต่อเมื่อประเทศเข้มแข็ง และแต่ละประเทศจะเข้มแข็งก็ต่อเมื่อภูมิภาคเข้มแข็ง จึงไม่สามารถมองแค่ผลประโยชน์ของแต่ละประเทศได้อีกต่อไป
Resilience หรือการเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ปัญหาสำคัญของอาเซียนคือความล่าช้าในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันและผันแปรอย่างรวดเร็ว โดยเสนอ 1. ระบบทรอยก้า ที่ให้ประธานปัจจุบัน อดีตประธาน และประธานถัดไปในปีถัดไปช่วยกันหาท่าทีของอาเซียนในเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้การไปสู่ฉันทามติเร็วขึ้น และ 2 คือ ต้องเสริมบทบาทประธานให้มีขอบเขตอำนาจมากขึ้น และให้ความไว้วางใจกับประเทศที่เป็นประธาน
สุดท้ายคือ Relevance หรือความเกี่ยวข้อง โดยอาเซียนต้องสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อภูมิภาค และต้องพูดเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีน้ำหนัก แต่สิ่งที่นำเสนอต้องสร้างสรรค์และเป็นแนวทางที่แก้ไขปัญหาได้จริง เพราะระเบียบโลกที่ยึดมั่นกติกากำลังถูกบั่นทอนจากมาตรการต่างๆ ฝ่ายเดียวของสหรัฐ ปัจจุบันโลกมีหลายขั้วแล้ว ดังนั้นแม้ระเบียบโลกต้องยึดไว้ที่กติกา แต่กติกาต้องมีการปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงด้วย
นายสีหศักดิ์ระบุว่า ภาพรวมกรอบแนวคิด 3R ที่ไทยนำเสนอมุ่งเน้นให้อาเซียนรับมือกับความท้าทายในยุคที่ระเบียบโลกเปลี่ยนแปลง โดยไม่สูญเสียหลักการพื้นฐาน แต่เพิ่มความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อวิกฤต พร้อมรักษาความเป็นเอกภาพและความเกี่ยวข้องของอาเซียนในเวทีโลก
ความท้าทายด้านการต่างประเทศที่รออยู่ข้างหน้ามีอีกมากมาย การเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับพายุที่จะโหมกระหน่ำจากทุกสารทิศถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวด
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

