ตลาดเครื่องประดับสิงคโปร์มาแรง! เมื่อความสวยงามต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง
จากข้อมูลของ Euromonitor ระบุว่า ในปี 2567 มูลค่ายอดขายปลีกเครื่องประดับในสิงคโปร์อยู่ที่ 3,803.9 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เติบโตขึ้นร้อยละ 8 สะท้อนถึงศักยภาพของตลาดและแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมเครื่องประดับในประเทศ ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคสิงคโปร์ให้ความสำคัญกับเครื่องประดับที่ไม่ได้ตอบโจทย์เพียงแค่ความสวยงามแต่ต้องผสานความสะดวกสบายในการสวมใส่ ความทนทาน และการใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน
สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและพฤติกรรมของผู้บริโภคต่อปัจจัยและความใส่ใจในผลกระทบจากการใช้งานจริงและของคุณภาพของเครื่องประดับ เช่น การสึกหรอจากการใช้งานจริง เหงื่อจากการออกกำลังกาย น้ำทะเล หรือคลอรีนจากสระว่ายน้ำ ปัจจัยทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลต่อพื้นผิวและคุณภาพของเครื่องประดับโดยตรง ทำให้ทิศทางตลาดเครื่องประดับในสิงคโปร์ปี 2569 มุ่งไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผสาน “ความงาม + ความสบาย + ความทนทาน” เข้าด้วยกันอย่างลงตัว เครื่องประดับจึงไม่ได้เป็นเพียงของประดับร่างกาย แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน
หนึ่งในเทรนด์เครื่องประดับที่โดดเด่นคือเครื่องประดับแบบถาวร (Permanent Jewellery) ซึ่งตัดแนวคิดเรื่องตัวล็อกออกไป และใช้การเชื่อมโลหะให้พอดีกับข้อมือหรือรอบคอ ทำให้สวมใส่สบาย ลดการระคายเคือง และไม่ต้องถอดเข้าออกในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่มักผลิตจากทองคำแท้ที่มีความทนทานสูง รองรับการสัมผัสน้ำและแรงกระแทกจากกิจกรรมต่างๆ ได้ดี
แม้จะมีข้อจำกัดคือไม่สามารถถอดออกได้หากไม่ตัดตัวเรือน แต่กลับตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความเรียบง่ายและความต่อเนื่องในการใช้งานได้ ในขณะเดียวกัน เครื่องประดับที่ใช้ตัวล็อกแบบแม่เหล็ก (Magnetic Clasps) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกแต่ยังคงความยืดหยุ่นในการถอดเปลี่ยนตัวล็อกลักษณะเครื่องประดับประเภทนี้มีรูปทรงเรียบ โค้งมน กระชับ ลดการระคายเคืองผิว และใช้งานง่าย เหมาะกับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แอ็กทีฟหรือชอบทำกิจกรรมกีฬา เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกี่ยวหรือหลุดระหว่างการเคลื่อนไหว
สำหรับเครื่องประดับประเภทต่างหู เทรนด์ต่างหูแป้นแบน (Flatback Earrings) และต่างหูวงเล็กแนบติ่งหู (Huggie Hoops) จะสะท้อนความต้องการด้าน “ความสบาย” อย่างชัดเจน เนื่องจากช่วยลดแรงกดทับและการระคายเคือง ทำให้สามารถสวมใส่ได้แม้ขณะนอน อาบน้ำหรือว่ายน้ำ
ในขณะที่ต่างหูวงเล็กแนบติ่งหูจะมีขนาดกะทัดรัดกว่า น้ำหนักเบากว่า สวมใส่ได้กระชับ และช่วยสร้างมิติให้กับการจัดชุดต่างหูในผู้ที่เจาะหูหลายตำแหน่ง สำหรับกลุ่มเครื่องประดับข้อมือ กำไลแบบสวมง่าย (Slip-On Bracelets) ที่มีน้ำหนักเบา ปรับขนาดได้และสวมใส่สะดวก ได้รับความนิยมสำหรับการใช้งานประจำวัน สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ที่ต้องการความคล่องตัวและความเรียบง่าย
ขณะที่ตลาดแหวนก็มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น แหวนซิลิโคน ซึ่งตอบโจทย์ผู้ที่ทำกิจกรรมกีฬา ด้วยคุณสมบัติยืดหยุ่น กันน้ำ ทนเหงื่อ น้ำทะเล และคลอรีน รวมถึง แหวนแบบบานพับและแหวนเปิดที่ช่วยแก้ปัญหาการสวมแหวนในผู้ที่มีข้อนิ้วใหญ่หรือมีการเปลี่ยนแปลงของขนาดนิ้วตามอุณหภูมิและสภาพร่างกาย
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดคือการเลือกใช้วัสดุกันแพ้และกันน้ำ (Hypoallergenic & Waterproof Materials) แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเครื่องประดับที่ปราศจากนิกเกิลและใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อผิวหนัง เช่น ทองคำ เงินสเตอร์ลิง แพลตตินัม หรือสเตนเลสสตีล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่สวมใส่เป็นเวลานานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นประจำ ความทนทานต่อเหงื่อ น้ำ และสารเคมี จึงกลายเป็นคุณสมบัติหลักที่มีผลต่อการตัดสินใจในการซื้อ
สำหรับผู้ประกอบการไทย ตลาดเครื่องประดับสิงคโปร์จึงเป็นโอกาสทางการค้าที่มีศักยภาพสูง การพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากล และสื่อสารจุดเด่นด้านการใช้งานจริง เช่น การสวมใส่สบาย ความทนทาน และความปลอดภัยต่อผิวหนัง จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการติดตามเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับกลยุทธ์สินค้าและการตลาดให้สอดคล้องกับทิศทางของตลาดสิงคโปร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในระยะยาว (ข้อมูล: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์, เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569

