กลยุทธ์ "อึด" ของอินเดียได้ผล "ทรัมป์" ยอมมอบ Father of All Deals
เริ่มนั่งไม่ติดสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ หลังจาก "แฮปปี้" ตลอดปี 2025 กับการรีดภาษีศุลกากรกับทุกประเทศ และทำให้ทุกประเทศต้องยอมศิโรราบตามที่เขาต้องการด้วยการ “ข่มขู่” จะขึ้นภาษีศุลกากรเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็นต์ หากไม่ตอบสนองความต้องการของเขา “ภาษี” กลายมาเป็นเครื่องมือ “อเนกประสงค์” ของทรัมป์ที่ใช้อย่างพร่ำเพรื่อและเฝือกับทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะการค้า
นโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” ทำให้บรรดาพันธมิตรเริ่ม “โดดเดี่ยว” สหรัฐ เพราะได้ประจักษ์แล้วว่าไม่สามารถเอาแน่เอานอนกับทรัมป์ที่มีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ตลอดเวลา ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งคงไม่มีใครสามารถทนได้กับอีก 3 ปีที่เหลืออยู่ของทรัมป์
ดังนั้น พอขึ้นปีใหม่ 2026 บรรดาพันธมิตรใหญ่ ๆ ที่ถูกทรัมป์เล่นงานด้วยภาษีจึงเดินสายทำข้อตกลงการค้ากับประเทศอื่นอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นแคนาดา สหราชอาณาจักร ที่ต่างเดินทางไปเยือนจีนเพื่อฟื้นสัมพันธ์การค้าระหว่างกัน ซึ่งก็ทำให้ทรัมป์ไม่พอใจเช่นเดิม เพราะจีนเป็นคู่แข่งสำคัญที่สหรัฐต้องการเตะสกัด ทั้งที่ทรัมป์เองก็เพิ่งทำข้อตกลงการค้ากับจีนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว
แต่ข้อตกลงที่กระตุ้นให้ทรัมป์ต้อง “ร้อนก้น” มากที่สุด ราวกับกลัวตกขบวน ก็คือการที่สหภาพยุโรปและอินเดียสามารถบรรลุข้อตกลง “การค้าเสรี” ระหว่างกันเมื่อปลายเดือนมกราคม ซึ่งถูกเรียกว่าเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ เป็น “มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง” (Mother of All Deals) เพราะนี่คือข้อตกลงที่มีขนาดประชากรรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านคน
เป็นที่ทราบกันดีว่าทรัมป์นั้นแสดงออกว่าไม่ชอบสหภาพยุโรปอย่างมาก และจองล้างจองผลาญด้วยมาตรการภาษีมาตั้งแต่แรกเริ่มที่เข้ารับตำแหน่ง และยังขู่ว่าจะไม่ช่วยยุโรปหากถูกรัสเซียโจมตี อีกทั้งก็ไม่ท่าทีแข็งกร้าวต่อประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียซึ่งรุกรานยูเครน
ด้วยเหตุนั้นเมื่อคล้อยหลังจากสหภาพยุโรปและอินเดียทำข้อตกลงกันไม่ถึง 1 สัปดาห์ ทรัมป์จึงรีบทำข้อตกลงกับอินเดียเร็วกว่าที่คาด โดยทรัมป์ประกาศทางโซเชียลมีเดียของเขาเองว่า สหรัฐจะลดภาษีให้อินเดียจาก 25% เหลือ 18% อีกทั้งจะยกเลิกภาษี 25% ที่ลงโทษอินเดียฐานซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
และยังอ้างว่าอินเดียตกลงจะซื้อสินค้าสหรัฐมูลค่ามากกว่า 5 แสนล้านดอลลาร์ ทั้งพลังงาน เทคโนโลยี เกษตร ถ่านหิน และอีกหลายสินค้า ตลอดจนจะยกเลิกอุปสรรคการค้า อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงการณ์เป็นทางการออกมาจากทำเนียบขาวแต่อย่างใด
ส่วน นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดียโพสต์เพียงว่ารู้สึกยินดีที่สหรัฐลดภาษีให้อินเดียเหลือ 18% แต่ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องการซื้อสินค้ามูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์จากสหรัฐ รวมถึงประเด็นการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย
ก่อนหน้านี้การทำข้อตกลงระหว่างสหรัฐและอินเดียล่าช้ามานาน เพราะอินเดียยังไม่ยอมเปิดตลาด “สินค้าเกษตร” ที่เป็นเรื่อง “อ่อนไหว” ต่อคะแนนเสียงการเมืองของอินเดีย จึงทำให้ทรัมป์ไม่พอใจ เพราะแต่เดิมเขาคาดหวังว่าอินเดียจะเป็นกลุ่มแรกที่ยอมทำข้อตกลงกับสหรัฐ
หลังจากที่เขาประกาศเก็บภาษีศุลกากรครอบคลุมทุกประเทศในเดือนเมษายน 2025 ดังนั้น ปลายปีที่ผ่านมาเขาจึงประกาศเก็บภาษีอินเดียเพิ่มอีก 25% เพื่อลงโทษที่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมแล้วจะทำให้อินเดียถูกเก็บภาษีสูงถึง 50% แต่อินเดียก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ
นักวิเคราะห์ชี้ว่า ข้อตกลงระหว่างสหภาพยุโรปและอินเดียคือ “ตัวเร่ง” ที่ทำให้ทรัมป์ทำข้อตกลงกับอินเดีย เพราะอินเดียคือหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่ต่างต้องพึ่งพากัน
อีโคโนมิกไทม์ส สื่อของอินเดียชี้ว่า “การรู้จักอดทนและรอคอย” เป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลของอินเดีย ที่ได้ผลในการทำข้อตกลงกับสหรัฐ แม้ก่อนหน้านั้นจะถูกสหรัฐข่มขู่ด้วยภาษีและกดดันทุกทางอย่างต่อเนื่อง แต่อินเดียไม่เร่งรีบ ซึ่งเป็นอย่างที่รัฐมนตรีพาณิชย์อินเดียเคยกล่าวเอาไว้ว่า “เราจะไม่ทำข้อตกลงกับสหรัฐด้วยความรีบร้อน เราจะไม่ทำข้อตกลงเพียงเพราะมีคนเอาปืนมาจ่อหัว”
ดูเหมือนอินเดียจงใจเตะถ่วงการทำข้อตกลงกับสหรัฐให้ล่าช้าออกไป จนกว่าตัวเองจะมีอำนาจต่อรองเสียก่อน เพราะในระหว่างที่ยังทำข้อตกลงกับสหรัฐไม่ได้ อินเดียได้ใช้วิธีทำข้อตกลงกับประเทศอื่นไปก่อน ซึ่งล่าสุดก็คือการทำข้อตกลงครั้งใหญ่กับสหภาพยุโรป
ฮาร์ช โกเอนกา ประธาน อาร์พีจี เอ็นเตอร์ไพรส์ ชมเชยข้อตกลงดังกล่าว และสนับสนุนความอดทนของอินเดีย “ตอนแรกก็ทำข้อตกลง ‘มารดาแห่งข้อตกลงทั้งปวง’ กับสหภาพยุโรป ตอนนี้ก็ทำข้อตกลง ‘บิดาแห่งข้อตกลงทั้งมวล’ กับสหรัฐ ถือเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของรัฐบาลโมดี”
ความอดทนไม่เร่งรีบทำให้อินเดียสามารถเจรจาบนเงื่อนไขของตัวเอง เพราะในขณะที่การเจรจากับสหรัฐไม่คืบหน้า อินเดียก็สร้างทางเลือกด้วยการทำข้อตกลงกับประเทศอื่น เพื่อลดต้นทุนจากความล่าช้านั้น ส่วนสหรัฐนั้น หากความไม่แน่นอนด้านการค้ากับอินเดียลากยาวออกไป เสี่ยงจะส่งผลเสียต่อห่วงโซ่อุปทานและการจัดวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ของสหรัฐเอง ในยามที่ภาษีศุลกากรทำให้สหรัฐบาดหมางกับทั้งมิตรและศัตรู จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมข้อตกลงกันระหว่างสหรัฐและอินเดียจึงเกิดขึ้นในตอนนี้
ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา อินเดียเซ็นข้อตกลงการค้าไปแล้วกับ 5 ประเทศและกลุ่มประเทศ คือสหราชอาณาจักร โอมาน นิวซีแลนด์ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า Famous Five นับว่าเป็นการทำข้อตกลงที่เร็วที่สุดในแง่ของการทูตเชิงการค้า
ข้อตกลงกับสหภาพยุโรปถูกเรียกว่า Mother of All Deals มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 1.8 แสนล้านยูโร ในปี 2024 ส่วนข้อตกลงกับสหรัฐถูกขนานนามว่าเป็น Father of All Deals มีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 2.12 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2024 โดยอินเดียเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า
นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่า การทำข้อตกลงกับสหรัฐจะทำให้จีดีพีอินเดียขยายตัว 7.4% ในปี 2026 นี้ จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 6.8-7.2%
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

