เปิด 4 แนวทางพัฒนาอุตฯ "Made in Thailand" สำคัญ
กระทรวงอุตสาหกรรมชี้นโยบาย Made in Thailand สำคัญ หลังเศรษฐกิจโลกแผ่ว พฤติกรรมคนเปลี่ยน ระบุ 3 อุตสาหกรรมหลักต้องยึดไว้ “ยานยนต์-อิเล็กฯ-อาหาร” ควบคู่ไปกับแผนพัฒนาอุตสาหกรรมที่ต้องมี 4 ข้อหลัก แข่งได้ ดูแลสังคม รับกติกาสากล กระจายรายได้
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวในงานประจำปี ของสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ. หรือ OIE Forum) ครั้งที่ 17 หัวข้อ “ดึงอุตสาหกรรมไทย สู่การเติบโตยุคใหม่อย่างยั่งยืน” ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจของโลกในปี 2564-2569 ยังไม่ขยายตัวสูงเท่าช่วงก่อน COVID-19 ทำให้การฟื้นตัวจึงเป็นไปอย่างช้า ๆ
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ธุรกิจต้องมีการปรับตัว เช่น การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นออนไลน์ ร้านค้าออนไลน์ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี และ AI กระทบอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง ส่งผลให้แต่ละประเทศต้องมีมาตรการรับมือ เริ่มมีการกำหนดกฎระเบียบของโลก และกฎเกณฑ์ทางการค้าต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และแรงงาน
ดังนั้น 3 อุตสาหกรรม ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ จำเป็นต้องพัฒนาให้สอดรับกับทิศทางในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการพัฒนาไปสู่ EV โดยรวมยังขยายตัวได้ดี ด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการพัฒนา PCB, HDD, คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบอย่างต่อเนื่อง และอุตสาหกรรมอาหารภาพรวมยังขยายตัวได้ดี
โดยแนวทางการพัฒนาคือ 1.อุตสาหกรรมต้องแข่งขันได้ในอนาคต แม้ว่าภายใต้เศรษฐกิจที่ยังดูไม่ค่อยดีมากนัก แต่ยังมีความหวังจากการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในอนาคต สร้างแบรนด์คนไทยให้เข้มแข็ง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานสินค้า เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อให้สินค้าไทยอยู่ภายใต้ Made in Thailand ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
Advertisement
2.การดูแลสังคมและชุมชน โรงงานต้องปรับตัว สร้างสมดุลให้เหมาะสมกับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ เคารพกติกาในการอยู่ร่วมกัน เช่น การงดเผาอ้อย และโรงงานน้ำตาลไม่รับอ้อยเผา ทำให้ลดฝุ่น PM 2.5 หรือการใช้มาตรฐาน EURO 5/EURO 6
3.กติกาสากล อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบของโลก เช่น CBAM และ EUDR ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการในการแข่งขัน และรักษาความเข้มแข็งของการประกอบกิจการ และ 4.การกระจายรายได้ ประเทศไทยต้องมีการกระจายรายได้ โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ฐานราก ผ่านการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบในชุมชน เพื่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจ และนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
“เราปรับตัวกันมาตลอด นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น การรายงานข้อมูลมาอยู่ในระบบเดียวกัน (iSingle Form) ทำให้เราเห็นตัวเลขจุดความร้อน เราจึงสามารถควบคุมการเผาอ้อยตั้งแต่ต้นฤดูกาล เพื่อให้การเผาเหลือศูนย์ หรือแม้แต่เรื่องมาตรฐาน ถ้าเห็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม ให้แจ้งผ่านระบบแจ้งอุตฯ หรือกรณีพบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน หรือไม่มี มอก. ผู้บริโภคสามารถแจ้งผ่านระบบ QR Code ได้เลย”
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

