วิจัยชี้ AI ทำให้พนักงานเผชิญภาวะหมดไฟ เหตุงานเพิ่มตามความสามารถที่ขยายขึ้น
KEY POINTS :
* HBR ชี้ว่า เอไออาจทำให้พนักงานเสี่ยงหมดไฟมากขึ้น เพราะเอไอช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น พนักงานก็มักจะรับงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
* พนักงานมีแนวโน้มทำงานเพิ่มขึ้นโดยสมัครใจเมื่อใช้เอไอ เนื่องจากรู้สึกว่างานง่ายและรวดเร็วขึ้น ทำให้เวลาทำงานล่วงล้ำเวลาพักผ่อน
* ความคาดหวังจากผู้บริหารที่ต้องการพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนในเอไอสร้างแรงกดดันให้พนักงานต้องทำงานหนักขึ้นและนานขึ้น
* ผู้ใช้งานบางรายพบว่า แม้จะนำเอไอมาใช้ แต่ผลิตภาพที่ได้กลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สวนทางกับความคาดหวังและความเครียดที่เพิ่มขึ้น
งานวิจัยจากวารสารธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business Review: HBR) ระบุว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในที่ทำงาน อาจไม่ได้ทำให้คนทำงานเบาลงอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง แต่กลับทำให้องค์กรบางแห่งเสี่ยงกลายเป็นพื้นที่ที่สร้าง "ภาวะหมดไฟ" มากขึ้น
เพราะเมื่อเอไอช่วยให้งานหลายอย่างทำได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น พนักงานก็เริ่มรับงานเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนงานค่อยๆ ล้นเข้ามาแทนเวลาพักและเวลาส่วนตัว
ในวัฒนธรรมการทำงานของสหรัฐช่วงเวลานี้ เรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดไม่ใช่ “เอไอจะมาแย่งงาน” แต่เป็น “เอไอจะช่วยให้คุณหลุดพ้นจากงานหนัก” ซึ่งเป็นแนวคิดที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีผลักดันมาตลอดราว 3 ปี เพื่อทำให้คนทำงานจำนวนมากเชื่อว่า แม้บางอาชีพอาจได้รับผลกระทบจนตำแหน่งงานหายไป แต่สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ เอไอจะเป็นเหมือนเครื่องมือเพิ่มพลัง ทำให้คนทำงานกลายเป็นบุคลากรที่เก่งขึ้นและมีคุณค่ามากขึ้นในองค์กร
ตัวอย่างเช่น คนทำงานสายออฟฟิศจำนวนมากถูกโน้มน้าวว่า เอไอจะช่วยให้พวกเขาทำงานได้ดีขึ้นในอาชีพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทนายความ ที่ปรึกษา นักเขียน โปรแกรมเมอร์ หรือนักวิเคราะห์การเงิน โดยแนวคิดหลักคือ “เอไอทำงานให้เรา เราจะทำงานน้อยลง และทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน”
แต่รายงานของ HBR ชี้ว่า เมื่อนำแนวคิดนี้ไปดูผลลัพธ์จริง กลับพบว่าภาพที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การปฏิวัติด้านผลิตภาพอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่เป็นการทำให้ที่ทำงานกลายเป็นระบบที่เพิ่มภาระงานจนทำให้คนหมดแรงมากขึ้น
ศึกษาในบริษัทเทค 200 คน พบไม่มีใครบังคับ แต่ทุกคนทำงานมากขึ้นเอง :
งานวิจัยดังกล่าวเป็นผลงานของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่านี่เป็นงานวิจัยที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ใช้เวลา 8 เดือน ติดตามการทำงานภายในบริษัทเทคโนโลยีแห่งหนึ่งที่มีพนักงานประมาณ 200 คน เพื่อดูว่าเมื่อพนักงานยอมรับและใช้งานเอไออย่างจริงจังจะเกิดอะไรขึ้น
นักวิจัยระบุว่า พวกเขาทำการสัมภาษณ์เชิงลึกมากกว่า 40 ครั้ง และสิ่งที่ค้นพบคือ บริษัทนี้ไม่ได้กดดันพนักงานให้ทำงานหนักขึ้น ไม่มีการสั่งให้ทำยอดใหม่ ไม่มีการตั้งเป้าหมายใหม่ และไม่มีการบังคับให้ต้องทำงานเกินเวลา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง คือพนักงานเริ่มทำงานเพิ่มขึ้นโดยสมัครใจ เพราะเอไอทำให้หลายอย่างดูเหมือนทำได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เมื่อรู้สึกว่างานทำได้มากขึ้น พนักงานจำนวนมากก็เริ่มขยายรายการสิ่งที่ต้องทำ (to-do list) ให้ยาวขึ้นตามไปด้วย
ผลที่ตามมาคือ งานเริ่มกินเวลาชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ จนล้ำเข้ามาแทนเวลาพัก เช่น เวลาพักกลางวัน และขยายไปถึงช่วงเย็นหรือดึก เพราะเมื่อเอไอช่วยให้ทำงานบางอย่างได้เร็วขึ้น เวลาที่ถูกประหยัดกลับไม่ได้กลายเป็นเวลาว่าง แต่กลายเป็นพื้นที่ให้มีงานใหม่เพิ่มเข้ามาแทน
รายงานของ HBR ยกคำพูดของวิศวกรคนหนึ่งที่ให้สัมภาษณ์กับทีมวิจัย โดยเขาอธิบายว่า ตอนแรกคิดว่าเอไอจะช่วยให้เขาทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเมื่อทำงานเสร็จเร็วขึ้นก็น่าจะทำงานน้อยลง แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
“คุณเคยคิดว่า ถ้าคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยเอไอ คุณจะประหยัดเวลาและทำงานน้อยลง แต่สุดท้ายคุณไม่ได้ทำงานน้อยลง คุณกลับทำงานเท่าเดิม หรือบางครั้งมากกว่านั้นด้วยซ้ำ” วิศวกรกล่าว
คำพูดนี้สะท้อนมุมมองสำคัญของงานวิจัย คือ เอไออาจช่วยให้คนทำงานทำได้มากขึ้นจริง แต่ไม่ได้ทำให้ทำงานน้อยลงตามที่หลายคนหวังไว้
ความคาดหวังเพิ่ม 3 เท่า แต่ผลผลิตจริงเพิ่มเพียงเล็กน้อย :
รายงานของ HBR ยังอ้างถึงการพูดคุยในเว็บบอร์ดของวงการเทคโนโลยีชื่อดังอย่างแฮกเกอร์นิวส์ (Hacker News) ซึ่งมีผู้ใช้งานรายหนึ่งแสดงความคิดเห็นว่า ประสบการณ์ของเขาสอดคล้องกับผลการศึกษานี้
ผู้แสดงความคิดเห็นระบุว่า ตั้งแต่ทีมของเขาปรับรูปแบบการทำงานให้เป็นการใช้เอไออย่างเต็มตัว หรือ AI everything working style สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “ความคาดหวังเพิ่มขึ้น 3 เท่า ความเครียดเพิ่มขึ้น 3 เท่า” แต่ผลิตภาพจริงเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 10%
เขายังกล่าวด้วยว่า บรรยากาศในองค์กรทำให้รู้สึกเหมือนผู้บริหารกำลังสร้างแรงกดดันให้ทุกคนต้องพิสูจน์ว่า การลงทุนในเอไอคุ้มค่า และพนักงานทุกคนต้องแบกรับความกดดันนี้ไปพร้อมกัน จนทำให้ต้องทำงานหนักขึ้นและใช้เวลาทำงานยาวขึ้น
คนใช้เอไอใช้เวลานานขึ้น แต่กลับคิดว่าเร็วขึ้น ซ
รายงานของ HBR ยังเชื่อมโยงผลการศึกษานี้กับงานวิจัยอื่นๆ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการใช้งานเอไอในที่ทำงาน
หนึ่งในนั้นคือ การทดลองเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคมปี 2568 ซึ่งพบว่า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีประสบการณ์เมื่อใช้เครื่องมือเอไอกลับใช้เวลาทำงานนานขึ้น 19% แต่ในขณะเดียวกันกลับเชื่อว่าตัวเองทำงานเร็วขึ้น 20%
ขณะเดียวกัน งานวิจัยของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐ (National Bureau of Economic Research) ซึ่งติดตามการใช้งานเอไอในสถานที่ทำงานจำนวนมาก ยังพบว่า เอไอช่วยประหยัดเวลาได้เพียง 3% และไม่พบผลกระทบที่ชัดเจนต่อรายได้หรือจำนวนชั่วโมงทำงานในอาชีพใดอาชีพหนึ่ง
รายงานระบุว่า งานวิจัยเหล่านี้เคยถูกตั้งข้อโต้แย้งและถูกวิจารณ์ในรายละเอียด แต่ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์อาจถูกมองข้ามได้ยากกว่า เพราะไม่ได้โต้แย้งว่า เอไอทำให้ทำงานได้มากขึ้นหรือไม่ แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า เมื่อทำงานได้มากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ งานที่มากขึ้นเช่นกัน
HBR ชี้ อุตสาหกรรมเดิมพันว่า “ทำได้มากขึ้น” คือคำตอบ แต่ผลอาจเป็นปัญหาใหม่
รายงานของ HBR ระบุว่า ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเทคโนโลยีเดิมพันกับแนวคิดว่า การทำให้คนทำงานทำได้มากขึ้นจะเป็นคำตอบของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน หรือทำให้องค์กรแข่งขันได้ดีขึ้น แต่ผลการศึกษานี้สะท้อนว่า การทำให้คนทำได้มากขึ้น อาจไม่ได้นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หากองค์กรใช้เอไอเป็นเครื่องมือผลักภาระงานให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอไออาจไม่ได้ทำให้คนทำงานมีเวลาว่างมากขึ้น แต่ทำให้คนทำงานถูกคาดหวังให้ “พร้อมทำงานตลอดเวลา” มากขึ้นแทน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569

