บสย. กางแผนปี 69 อัดฉีด "Quick Big Win" 5 หมื่นล้าน อุ้ม SME รากหญ้า-ลุย Non-Bank
บสย. ประกาศแผนปี 2569 เดินหน้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจด้วยมาตรการ "Quick Big Win" วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท ดูดซับความเสี่ยงกระตุ้นแบงก์ปล่อยกู้ เผย 48 วันแรกยอดอนุมัติทะลุหมื่นล้าน เผยผลงานปี 68 กวาดเม็ดเงินค้ำประกันกว่า 4 หมื่นล้านบาท ช่วย SME เข้าถึงสินเชื่อทะลุ 5.2 หมื่นราย ดันยอดปลดหนี้พุ่ง หลังปรับเงื่อนไขยืดหยุ่น
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 บสย. เตรียมอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านโครงการเรือธง “บสย. Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ธ.ค. 2568 โดยมาตรการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของสถาบันการเงินด้วยการจ่ายค่าเคลมในอัตราสูง (Max Claim) เพื่อช่วยดูดซับความเสี่ยงและลดต้นทุนทางเครดิต (Credit Cost) จูงใจให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อแก่ SMEs มากขึ้น
“ผลตอบรับในช่วง 48 วันแรก (ถึง 2 ก.พ. 69) ถือว่าร้อนแรงมาก มียอดอนุมัติค้ำประกันไปแล้วถึง 10,000 ล้านบาท สะท้อนว่ามาตรการนี้ตอบโจทย์ตลาดและช่วยลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อได้จริง”
นอกจากนี้ บสย. ยังรับบทบาทเป็นแกนกลางเชื่อมโยงข้อมูลในโครงการ “SMEs Credit Boost” ที่เพิ่งคิกออฟเมื่อต้นปี เพื่อบูรณาการความช่วยเหลือร่วมกับธนาคารพาณิชย์ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินและผู้ประกอบการ SMEs โดยนำฐานข้อมูลและองค์ความรู้จากการค้ำประกันตลอด 34 ปี มาวิเคราะห์และเติมเต็มช่องว่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับธนาคารพาณิชย์ในการปล่อยกู้ โดยโครงการนี้จะทำงานสอดประสานกับมาตรการทางการเงิน “บสย. Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นกระสุนดินดำสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ในปี 2568 ที่ผ่านมา บสย. ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่เป็นกลไกค้ำประกันสินเชื่อ โดยมียอดอนุมัติรวม 40,682 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนจากมาตรการรัฐ 51% และโครงการที่ บสย. พัฒนาเอง 49% ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวได้กระจายความช่วยเหลือไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs ถึง 52,550 ราย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ประกอบการรายย่อย (Micro SMEs) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 86% สะท้อนให้เห็นว่า บสย. เน้นการกระจายเม็ดเงินสู่ฐานรากอย่างแท้จริง ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 5.2 หมื่นล้านบาท และช่วยรักษาการจ้างงานได้เกือบ 5 แสนตำแหน่ง
เมื่อเจาะลึกในรายอุตสาหกรรม พบว่า ภาคบริการ ครองแชมป์การค้ำประกันสูงสุดที่ 32.6% ซึ่งเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนภาพการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและบริการที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ตามมาด้วยกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (10.6%) และภาคเกษตรกรรม (8.2%)
นายสิทธิกร กล่าวต่อว่า จุดเปลี่ยนสำคัญในปีที่ผ่านมาคือการขยายขอบเขตการค้ำประกันออกจากกรอบเดิมๆ สู่กลุ่ม “Non-Bank” หรือผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ทั้งในกลุ่มนาโนไฟแนนซ์และลีสซิ่ง โดยเฉพาะลีสซิ่งค่ายรถยนต์ (Captive Finance) ซึ่งช่วยอุดช่องว่างให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ประเดิม “ค้ำประกันสินเชื่อดิจิทัล” เต็มรูปแบบครั้งแรก ร่วมกับแอปพลิเคชัน Good Money ของเครือธนาคารออมสิน ซึ่งประสบความสำเร็จในการช่วยกลุ่มเปราะบางและอาชีพอิสระกว่า 3,500 ราย ให้เข้าถึงสินเชื่อวงเงินเฉลี่ยราว 1.9 หมื่นบาทต่อราย โดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์
ในมิติของการช่วยเหลือลูกหนี้เก่า นายสิทธิกร เผยตัวเลขที่น่าพอใจจากมาตรการ “บสย. พร้อมช่วย”
โดยในปี 2568 สามารถช่วยปรับโครงสร้างหนี้ได้ถึง 5,835 ราย คิดเป็นมูลหนี้กว่า 4,311 ล้านบาท แต่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ตัวเลขการ “ปลดหนี้” (Debt Unlock) หรือการที่ลูกหนี้สามารถชำระหนี้จนปิดบัญชีได้สำเร็จ มีจำนวนสูงถึง 992 ราย เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจากปี 2567 ที่ทำได้เพียง 119 ราย สาเหตุหลักมาจากความยืดหยุ่นของมาตรการและการทำงานเชิงรุกที่เข้าถึงลูกหนี้ทั่วประเทศ
รวมถึงเดินหน้าโครงการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” วงเงิน 3,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจขนส่งและเกษตรกรต่อเนื่องจนถึงสิ้นปีนี้
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

