สมาพันธ์เอสเอ็มอีหนุน "คนละครึ่งพลัส" ชงรัฐดึงเอกชนร่วมชดเชยงบจำกัด
KEY POINTS :
* สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยสนับสนุนมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" เพราะเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อที่มีประสิทธิภาพ
* เสนอให้รัฐบาลดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ เพื่อช่วยชดเชยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่อาจเกิดขึ้นในเฟส 2
* แนวทางความร่วมมือคือให้ภาคเอกชนจัดส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติมสำหรับสินค้าและบริการ ควบคู่ไปกับมาตรการของภาครัฐ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า มาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ถือเป็นนโยบายและเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน
โดยในเฟสแรกที่ผ่านมาได้รับการตอบรับและเสียงชื่นชมจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้บริโภค ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อย สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมาตรการที่ช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” มองว่า รัฐบาลอาจเผชิญความท้าทายสำคัญด้านข้อจำกัดงบประมาณ ทำให้การออกมาตรการอาจไม่สามารถดำเนินการได้เต็มตามเป้าหมายที่วางไว้ ขณะที่ความคาดหวังของประชาชนและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่อมาตรการดังกล่าวยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระค่าครองชีพ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจฐานราก
นายแสงชัยเสนอว่า หากงบประมาณภาครัฐมีข้อจำกัด รัฐบาลอาจใช้ “กลยุทธ์สร้างแนวร่วม ขยายแนวรับ” โดยดึงผู้ประกอบการจากภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ภาคการค้าส่ง ค้าปลีก และภาคบริการทุกขนาดที่มีสัดส่วน Local Content สูง เข้ามามีส่วนร่วมในมาตรการ
ผ่านการจัดส่วนลดหรือโปรโมชั่นเพิ่มเติม ควบคู่กับการใช้แพลตฟอร์มของภาครัฐเป็นช่องทางในการลงทะเบียนและจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดความเป็นระบบ มีฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายในอนาคต รวมถึงช่วยให้ผลประโยชน์จากมาตรการครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยทั่วประเทศ
ในกรณีที่จำเป็นต้องเลื่อนการดำเนินโครงการไปรองบประมาณปีถัดไป
นายแสงชัยเห็นว่า รัฐบาลควรเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรองรับเพิ่มเติม โดยยึดหลัก “ใช้งบน้อย แต่ได้ผลลัพธ์สูง” อาทิ การจัด “มหกรรมลดต้นทุนเกษตรกร” เพื่อลดราคาปุ๋ย อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลการเกษตร รวมถึงปัจจัยการผลิตในภาคเกษตร การจัด “มหกรรมดิจิทัล-AI เพื่อเศรษฐกิจไทย” เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัล คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต สัญญาณอินเทอร์เน็ต IoT ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และหลักสูตรอบรมต่าง ๆ ให้กับประชาชนและเอสเอ็มอีในราคาพิเศษ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มี “มหกรรมแก้หนี้ ลดหนี้ ตัดดอกเพื่อประชาชน” ควบคู่กับมาตรการลดค่าพลังงาน ทั้งโครงการ “น้ำมันปันยิ้ม” “ก๊าซหุงต้มเพื่อเอสเอ็มอีและครัวเรือน” และ “ไฟฟ้าคืนสุขเพื่อประชาชน” รวมถึงการลดค่าโดยสารสาธารณะทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ตลอดจนการจัดมหกรรมลดราคาสินค้า “ธงฟ้า-ร้านค้าชุมชน เอสเอ็มอี ลดทั้งปี” ทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบ
ขณะเดียวกัน ยังควรมี “มหกรรมปันยิ้มให้นักเรียน” เพื่อลดราคาหนังสือ อุปกรณ์การเรียน และชุดนักเรียนทั่วประเทศ เพื่อลดภาระผู้ปกครอง รวมถึงมาตรการลดค่าครองชีพให้แรงงานในระบบประกันสังคม มาตรา 33, 39 และ 40 ผ่านการรวบรวมสินค้าและบริการราคาพิเศษสำหรับผู้ประกันตน และอาจขยายสิทธิไปถึงผู้ประกอบการในระบบประกันสังคม พร้อมทั้งเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจากเอสเอ็มอีรายย่อย เพื่อเสริมสภาพคล่องและสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในประเทศ
นายแสงชัยกล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน “ความล่าช้า คือ วิกฤตที่เพิ่มขึ้นกับโอกาสที่ลดลง” สำหรับประชาชน เกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การออกแบบนโยบายสาธารณะจึงควรมุ่งเพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยไม่เน้นเพียงการแจกจ่าย แต่ต้องเน้นการขยายและเติมเต็มโอกาส พร้อมย้ำถึงความจำเป็นที่ฝ่ายนิติบัญญัติและทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกับรัฐบาล ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างยั่งยืน
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569

