เปิดแผน "คลัง" จัดเก็บรายได้ปี 69-71 ชงรัฐบาลใหม่เคาะ "ภาษี" ขยับเพิ่มปีละแสนล้าน
KEY POINTS :
* กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอแผนการจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2569-2571 ต่อรัฐบาลใหม่ โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้รัฐบาลสุทธิอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงทางการคลัง
* แผนปฏิรูปภาษีครอบคลุมการเสนอปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตน้ำมันและสินค้าบาป และการศึกษาภาษีใหม่ๆ เช่น ภาษีคาร์บอน และภาษีการเดินทางออกนอกประเทศ
* มาตรการสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ การยกเลิกการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ
การจัดทำงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลในแต่ละปีจะต้องคำนึงถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในแต่ละปี ซึ่งหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบเรื่องนี้คือกระทรวงการคลัง โดยมีกรมจัดเก็บภาษีหลัก 3 กรมคือ กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร ซึ่งล่าสุดแต่ละกรมภาษีได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาแนวทางการเพิ่มรายได้ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี และการพิจารณาอัตราภาษีใหม่ตามที่ได้มีการนำเสนอไว้ในรายงานแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ปี 2570 - 2573 มีสาระสำคัญทั้งการลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้ภาครัฐควบคู่กัน
ตามรายงานแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570 - 2573) ที่ผ่านมาการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วเป็นแผนงานสำคัญทางด้านการคลังที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูสภาพทางการคลังของประเทศภายใต้แนวคิดความน่าเชื่อ หรือ “Credible” เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและรักษาระดับความน่าเชื่อถือผ่านการ ปรับสมดุลทางการคลัง (Fiscal Consolidation) ในทุกมิติ
เป้าจัดเก็บรายได้หนุนลดขาดดุลต่ำ 3% :
นอกจากนั้นในภาพรวมการปรับปรุงการจัดเก็บรายได้กระทรวงการคลังยังตั้งเป้าหมายจะเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยรัฐบาลจะนำระบบ Big Data และ Data Lake ของกระทรวง มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อขยายฐานภาษีและเพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมาย ลดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกิน 3.0% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าสิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการตามแผน MTFF คือการติดตามเรื่องรายได้ โดยเฉพาะการขยายฐานภาษี หรือกวาดคนเข้าฐานภาษี ซึ่งขณะนี้กรมจัดเก็บภาษีกำลังดำเนินการเรื่องนี้อย่างเข้มข้น เพื่อดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ในระบบ ลดภาระทางการคลังและสร้างความเป็นธรรมในการจัดเก็บรายได้ รองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ตั้งเป้าเก็บภาษีไม่ต่ำกว่า 15% ต่อ GDP :
ทั้งนี้จากรายงาน MTFF ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาครัฐ รัฐบาลได้วางแผนการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) โดยใน 3 ปีงบประมาณได้แก่ปี 2569 – 2571 กำหนดให้มีการจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 15.1% โดยมีรายละเอียด ดังนี้
* ปีงบประมาณ 2569: ตั้งเป้ารายได้สุทธิ 2,920,600 ล้านบาท (ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5% จากปี 2568)
* ปีงบประมาณ 2570: ตั้งเป้ารายได้สุทธิ 3,000,000 ล้านบาท (ขยายตัวเพิ่มขึ้น2.7%)
* ปีงบประมาณ 2571: ตั้งเป้ารายได้สุทธิ 3,145,000 ล้านบาท (ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.8%)
โดยในแผนปฏิรูปการจัดเก็บรายได้ของ 3 กรมภาษีหลัก รัฐบาลได้เห็นชอบแผนเพิ่มประสิทธิภาพและปรับปรุงโครงสร้างภาษีผ่าน 3 กรมจัดเก็บ โดยแผนการปฏิรูปภาษีต่างๆรอเสนอรัฐบาลใหม่ ดังนี้:
1.กรมสรรพากร เล็งปรับ VAT และขยายฐานภาษีใหม่ ได้แก่ การเสนอมาตรการปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) โดยมีแผนทยอยยกเลิกการปรับลดอัตราภาษี โดยจะปรับเพิ่มเป็น 8.5% ในปีงบประมาณ 2571 และปรับเป็น 10% ในปี 2573 อย่างไรก็ตามการปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม นั้นจะต้องรอปัจจัยความพร้อมทางเศรษฐกิจ และการตัดสินใจจากฝ่ายการเมือง
ทบทวนค่าลดหย่อน - ศึกษาเก็บภาษีเที่ยวนอก :
ในส่วนของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีแผนเสนอปรับปรุงโครงสร้างภาษีและทบทวนความเหมาะสมของค่าลดหย่อนบางประเภทเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยกรมฯคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 45,800 ล้านบาทในปี 2570
ส่วนภาษีใหม่ มีแผนจัดเก็บ ภาษีส่วนเพิ่ม (Global Minimum Tax) ตามหลักการ Pillar 2 เพื่อป้องกันการโยกย้ายกำไรข้ามชาติ ซึ่งคาดว่าจะได้รายได้เพิ่ม 8,400 ล้านบาท และ ภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มรายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการศึกษาและอาจเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณา
(2)กรมสรรพสามิต :
โดยในส่วนของแผนการปรับภาษีที่กรมเตรียมไว้ได้แก่ การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน (น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล) เพิ่มขึ้นจาก อัตราปัจจุบัน ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ลิตรละ 1 บาท จำนวน 33,000 ล้านบาท ทั้งนี้จะพิจารณาแนวทางการ ปรับปรุงอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิต เช่น ราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน เป็นต้น
ตลอดจนติดตามสถานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประกอบด้วย
มาตรการปรับปรุงโครงสร้างและปรับเพิ่มอัตราภาษีจากสินค้ากลุ่มภาษีบาป (สุรา เบียร์ และยาสูบ) คาดว่าจะเพิ่มวงเงินได้ 5,450 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะแก้ไขการจัดเก็บภาษีบุหรี่เป็นอัตราเดียว เป็นต้น
ดันภาษีคาร์บอน-ภาษีความเค็ม :
ในส่วนของมาตรการปรับปรุงโครงสร้างของสินค้าที่สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมที่รวมถึง การนำภาษีคาร์บอนมาใช้พิจารณาประกอบ จำนวน 6,000 ล้านบาท และการจัดเก็บภาษีจากสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่นภาษีความเค็ม จำนวน 320 ล้านบาท
ทั้งนี้นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่าที่ผ่านมาภาพรวมการจัดเก็บรายได้ตลอดทั้งปีงบประมาณ 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย หากมีการผลักดันมาตรการทางภาษีเพิ่มเติมจากนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่
โดยเฉพาะกฎหมายภาษีที่ยังค้างการพิจารณาอยู่ที่คณะรัฐมนตรี เช่น โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียว (Single Rate) เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บได้ครอบคลุมทั้งในมิติของปริมาณ และมูลค่าสินค้าขณะเดียวกัน กรมฯ ได้มีการพิจารณาการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ โดยการปรับโครงสร้างภาษีสินค้าให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ศุลกากรปิดช่องโหว่สินค้ามูลค่าต่ำ :
(3)กรมศุลกากร ที่เน้นเรื่องการปิดช่องโหว่ของสินค้ามูลค่าต่ำที่หลบเลี่ยงภาษีเข้ามาในประเทศไทย โดยในส่วนของมาตรการยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท ตามข้อกำหนดมูลค่าขั้นต่ำ (De Minimis) โดยคาดว่าจะจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มขึ้น จำนวน 3,000 ล้านบาท รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวด: ตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากร ราคา และปริมาณสินค้าอย่างเคร่งครัด รวมถึงการทำ Post Audit
ก่อนหน้านี้ นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมฯ ยังคงเดินหน้าบริหารการจัดเก็บรายได้ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ราว 1.2 แสนล้านบาท อีกทั้งยังมุ่งเน้นบทบาทการเป็นผู้สนับสนุนทางการค้า (Trade Enabler) การปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลทางอ้อมให้ยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ส่วนสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยปัจจัยหลักมาจากสินค้า 5 รายการหลักที่เป็นหัวใจสำคัญในการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากร ได้แก่ รถยนต์, ชิ้นส่วนยานยนต์, ยารักษาโรค, เครื่องสำอาง และกระเป๋า ต่างมีแนวโน้มลดลงทุกตัว เนื่องจากโครงสร้างภาษีที่สินค้าจำนวนมากมีอัตราภาษีเป็น 0% จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ เช่น อาเซียน และอาเซียน-จีน นอกจากนี้ พฤติกรรมการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยของผู้บริโภคก็ลดน้อยลง
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

