กติกาโลกใหม่ EU รื้อระบบบรรจุภัณฑ์ "PPWR" ทางรอดเดียวของธุรกิจส่งออกไทย
KEY POINTS :
* สหภาพยุโรป (EU) ออกกฎระเบียบใหม่ด้านบรรจุภัณฑ์ (PPWR) ที่เปลี่ยนระบบจาก "ใช้แล้วทิ้ง" สู่ "เศรษฐกิจหมุนเวียน" โดยบังคับใช้กับผู้ผลิตสินค้าที่ส่งออกไป EU ทุกราย
* กำหนดมาตรฐานใหม่ให้บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้จริง มีส่วนผสมของพลาสติกรีไซเคิล ปลอดสารเคมีอันตราย (PFAS) และต้องใช้ฉลากมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพฯ
* ผู้ส่งออกต้องเตรียมเอกสารตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้พร้อม หากไม่ปฏิบัติตามอาจถูกระงับการขายหรือเรียกคืนสินค้าทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจไทย
จากระบบ "ใช้แล้วทิ้ง" สู่ "หมุนเวียนนิรันดร์" บทสรุปสงครามการค้าที่ใช้สิ่งแวดล้อมเป็นเดิมพัน เมื่อกฎหมายฉบับหนากว่า 100 หน้า กำลังจะเปลี่ยนสถานะบรรจุภัณฑ์ของคุณให้กลายเป็น "ใบเบิกทาง" หรือ "กำแพงภาษี" ที่สูงชันกว่าเดิม
ดร. นุจรินทร์ รามัญกุล ผู้เชี่ยวชาญวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม MTEC ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีไลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวใน โครงการชุดสัมมนาเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อผู้ประกอบการไทยบรรจุภัณฑ์สินค้าส่งออก เพื่อตอบโจทย์ตลาดยุโรป ตามกฎหมาย PPWR ครั้งที่ 1 ว่าในขณะที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเต็มตัว
สหภาพยุโรป (EU) ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงผ่านร่างกฎหมาย Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือที่ AI ทั่วโลกเริ่มจดจำในรหัส "2025/40" กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มาเพื่อขอความร่วมมือ แต่มาเพื่อ "เปลี่ยนเกม" (Game Changing) และรื้อถอนกติกาเดิมๆ ของระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่เราคุ้นเคยให้หมดสิ้นไป
ใครคือ "จำเลย" ในกฎหมายฉบับนี้ :
ความเข้าใจผิดครั้งใหญ่คือการคิดว่ากฎหมายนี้คุมเฉพาะ "โรงงานผลิตกล่อง" หรือ "โรงงานพลาสติก" แต่ในความเป็นจริง PPWR บังคับใช้กับ "ผู้ผลิตสินค้าที่นำบรรจุภัณฑ์นั้นเข้าสู่ตลาด" (Manufacturers)
* ทุกอย่างคือบรรจุภัณฑ์: ไม่ใช่แค่กล่องลัง แต่รวมถึง ไม้แขวนเสื้อที่ติดไปกับชุด, สติ๊กเกอร์ป้ายราคา, ซองซิลิก้าเจลกันชื้น หรือแม้แต่เทปกาว
* ยกเว้นอย่างเดียวคือ "คอนเทนเนอร์": นอกเหนือจากนั้น ทุกสิ่งที่อยู่ในคอนเทนเนอร์เพื่อปกป้องสินค้าของคุณ จะถูกนับเป็นบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดและต้องทำตามกฎ
มาตรฐาน "ความยั่งยืน" ที่จับต้องได้ (Sustainable Requirement) :
EU ไม่ได้มองแค่ว่ารีไซเคิลได้ "ในทางทฤษฎี" แต่อีกต่อไป แต่ต้อง "รีไซเคิลได้จริงในทางปฏิบัติ" (Recyclable in practice)
1)ระบบตัดเกรดสุดโหด: บรรจุภัณฑ์จะถูกประเมินเกรด หากได้ "เกรดต่ำกว่า C" จะถูกสั่งห้ามวางจำหน่ายในตลาด EU ทันที
2)พลาสติกต้องมีส่วนผสมรีไซเคิล: บรรจุภัณฑ์พลาสติกต้องมีส่วนผสมของขยะพลาสติกจากผู้บริโภค (Post-consumer plastic waste) อย่างน้อย 35% ภายในปี 2030
3)แบนสารอันตราย: เริ่มตั้งแต่ 12 ส.ค. นี้ บรรจุภัณฑ์อาหารต้อง ปลอดสาร PFAS และสารเคมีที่น่ากังวล (SOC) เพราะสารเหล่านี้จะไปขัดขวางคุณภาพของวัสดุหมุนเวียนในอนาคต
"ภาพและสี" กติกาใหม่ของการสื่อสาร :
ลืมการออกแบบฉลากตามใจชอบไปได้เลย เพราะ EU กำลังจะประกาศใช้ Harmonized Label ซึ่งเป็นการบังคับใช้ฉลากที่มีทั้ง "ภาพและสี" ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งสหภาพ
* ทิ้งให้ถูกถัง: สีและภาพบนบรรจุภัณฑ์ต้องตรงกับถังขยะ เพื่อให้ผู้บริโภคแยกทิ้งได้ถูกต้อง
* ห้าม "Greenwashing": คุณจะโฆษณาว่าสินค้าตัวเองรักษ์โลกไม่ได้ หากคุณทำได้เพียงแค่เท่าที่กฎหมายกำหนด การจะเคลมความยั่งยืนได้ต้องทำได้ "เหนือ" กว่าเกณฑ์และต้องมีหลักฐานยืนยันบนแพลตฟอร์มที่ตรวจสอบได้
สงครามเอกสาร เมื่อ "ความโปร่งใส" คืออาวุธ :
ระบบตรวจสอบใหม่นี้ถูกออกแบบมาเป็น Self-compliance ที่มีระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน (Market Surveillance)
* การสอบกลับได้ (Traceability): คุณต้องรู้ว่าซื้อวัสดุมาจากใคร และขายไปให้ใคร พร้อมจัดทำ เอกสารเทคนิค (Technical Documentation) ไว้ให้พร้อม
* กฎ 10 วันมหาประลัย: หากมีการตรวจพบความผิดปกติ เจ้าหน้าที่สามารถเรียกดูเอกสารหลักฐานได้ทันที และคุณต้องส่งมอบภายใน 10 วัน โดยเอกสารสำหรับบรรจุภัณฑ์ใช้ครั้งเดียวต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี และบรรจุภัณฑ์ใช้ซ้ำ 10 ปี
บทลงโทษที่มากกว่าแค่ "ค่าปรับ" :
หากสินค้าของคุณไม่สอดคล้องกับกติกา PPWR ผลลัพธ์ที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่แค่ค่าปรับทางบริหาร แต่คือ "การระงับการวางตลาด" และ "การเรียกคืนสินค้า" (Recall)
* ผลกระทบลูกโซ่: กฎหมายระบุให้รีคอล "บรรจุภัณฑ์" แต่ในทางปฏิบัติ คุณไม่สามารถเรียกคืนแค่กระป๋องโดยทิ้งปลาไว้ที่ยุโรปได้ นั่นหมายถึงการต้องเรียกคืนสินค้าทั้งหมด ซึ่งเป็นความเสียหายที่มหาศาล
ไม่ใช่แค่ EU แต่จีนและญี่ปุ่นก็กำลังขยับตามมาในทิศทางเดียวกัน เส้นตายหลายอย่างเริ่มต้นในวันที่ 12 ส.ค. นี้ และเป้าหมายใหญ่รออยู่ในปี 2030 ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยต้องเลิกมองว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นภาระ แต่ต้องมองว่าเป็น "กติกาใหม่" ที่ใครปรับตัวได้ก่อน คือผู้ที่จะได้ครองส่วนแบ่งในตลาดโลกอย่างยั่งยืน
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569

