"ศุภจี" กางแผนรับมือภาษีทรัมป์รอบใหม่ เร่งเครื่อง FTA - รุกเปิดตลาดใหม่ ลดความเสี่ยงพึ่งตลาดสหรัฐ
KEY POINTS :
* กระทรวงพาณิชย์เตรียมรับมือนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจปรับเพิ่มขึ้น โดยจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ และเดินหน้าเจรจาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของไทย
* เร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยตั้งเป้าปิดดีลกับเกาหลีใต้, สหภาพยุโรป (EU) และแคนาดาภายในปีนี้
* พร้อมยืนยันผลักดัน FTA ที่ลงนามแล้วกับศรีลังกาและ EFTA ให้มีผลบังคับใช้
* มุ่งขยายและเปิดตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เช่น อินเดีย, แอฟริกา, ตะวันออกกลาง และซาอุดีอาระเบีย เพื่อลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์จากการพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ และจีน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวทางการรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการค้าโลก โดยเฉพาะนโยบายภาษีสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลได้มีการประชุมไปแล้วหนึ่งครั้งในเบื้องต้นเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเกี่ยวกับอัตราภาษีที่อาจปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 10% เป็น 15% ตามมาตรา 122 ซึ่งคาดว่าจะมีผลเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้
นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมความพร้อมด้วยการเปิด “ศูนย์รับคำปรึกษา” เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันยังคงเดินหน้าเจรจากับสหรัฐฯ ในฐานะคู่ค้าหลักอย่างต่อเนื่อง โดยมีการหารือรอบล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและปกป้องสิทธิประโยชน์ของประเทศ
“สิ่งที่เราประเมินอยู่ปัจจุบันนี้ ก็คือความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับเรื่องของนโยบายภาษีของสหรัฐ ทั้งภาครัฐเองและผู้ประกอบการเอง ก็ต้องเตรียมตัวและก็ระมัดระวังในเรื่องนี้และก็ติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนในการเจรจายังต้องดำเนินต่อเนื่อง เพราะว่าสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ค้าหลักของเราแต่ก็ต้องยึดถือบนฐานของสิทธิประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก"นางศุภจี กล่าว
สำหรับความคืบหน้าด้านข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) นางศุภจี ระบุว่าปัจจุบันการเจรจาการค้ายังต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งดำเนินการในเรื่องของ FTA กับ ศรีลังกา และ สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ลงนามไปก่อนหน้านี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่ออนุมัติและประกาศใช้
ส่วนเป้าหมายในปีนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าปิดดีลการเจรจา FTA กับ เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป (EU) รวมถึงความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับ แคนาดา ให้สำเร็จภายในปีนี้
โดยแคนาดานั้นมีความสำคัญเพราะได้แสดงความต้องการเปิดเสรีการค้ากับอาเซียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนทบทวน FTA ฉบับเดิมเพื่อบรรจุประเด็นสมัยใหม่อย่าง การค้าดิจิทัล (Digital Trade) และเร่งส่งเสริมให้ภาคเอกชนใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีมีการใช้สิทธิเต็ม 100% จาก FTA ที่มีการเจรจาไปแล้ว
ในส่วนของการขยายตลาดใหม่ นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ตลาด อินเดีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง แม้ไทยจะเกินดุลการค้ากับอินเดียอย่างมาก เนื่องจากเรามีการส่งออกไปอินเดียประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ และนำเข้า 4,000 ล้านดอลลาร์แต่ยังมีอุปสรรคสำคัญคือมาตรฐาน BIS (Bureau of Indian Standards) ซึ่งไทยต้องเจรจาเพื่อลดข้อจำกัดทางเทคนิคเหล่านี้ โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมาได้นำผู้ประกอบการกลุ่มวัสดุก่อสร้าง 20 ราย เข้าไปเจรจาเพื่อผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปสงค์ของอินเดียแล้ว ซึ่งได้เห็นประโยชน์จากการเจรจาในส่วนนี้มาก
นอกจากนี้ในส่วนของประเทศไทยยังต้องเดินหน้าลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ในเรื่องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใหญ่ว่า ปัจจุบันไทยพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ และจีนสูงมาก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วนถึง 10% ของ GDP
ดังนั้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการเปิดตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง และซาอุดีอาระเบีย เพื่อสร้างความสมดุลและรักษาเสถียรภาพทางการค้าของไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันทีร่ 23 กุมภาพันธ์ 2569

