ทรัมป์โวนำชาติสู่ "ยุคทอง" ชูผลงานศก.โดดเด่น พามะกันแข็งแกร่งกว่าที่เคย
ประธานาธิบดีสหรัฐโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวถ้อยแถลงนโยบายประจำปีหรือ State of the Union ต่อที่ประชุมร่วมของสภาคองเกรส เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ โดยถือเป็นการแถลงนโยบายที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยทรัมป์โอ้อวดว่าเขาได้นำประเทศเข้าสู่ “ยุคทอง” และอ้างถึงความสำเร็จทางเศรษฐกิจท่ามกลางคะแนนนิยมที่ตกต่ำ
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นขณพที่ทรัมป์พยายามสร้างภาพแห่งความสำเร็จในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและแรงกดดันต่อรัฐบาลภายใต้การนำของเขา ซึ่งกำลังจะเผชิญกับบทพิสูจน์ในการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงในเดือนพฤศจิกายนนี้ ที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับรัฐบาลพรรครีพับลิกัน
ทรัมป์ทุ่มเวลาชั่วโมงแรกของสุนทรพจน์ที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์โดยมุ่งเน้นไปที่เรื่องเศรษฐกิจ โดยกล่าวว่าเขาควบคุมอัตราเงินเฟ้อได้ ผลักดันตลาดหุ้นให้พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ลงนามลดภาษีครั้งใหญ่ และทำให้ราคายาลดลง
“ประเทศของเรากลับมาแล้ว ยิ่งใหญ่กว่า ดีกว่า ร่ำรวยกว่า และแข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา” ทรัมป์กล่าว หลังขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงโห่ร้อง “USA, USA” จากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภา ขณะที่ที่นั่งในฝั่งเดโมแครตมีว่างเป็นนจำนวนมาก สะท้อนว่ามีสมาชิกสภาหลายคนบอยคอตการกล่าวสุนทรพจน์ครั้งนี้ และหันไปเข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านทรัมป์นอกสภาแทน

สุนทรพจน์ประจำปีต่อสภาครั้งนี้มีความสำคัญยิ่งเดิมพันสูงสำหรับทรัมป์ เนื่องจากคะแนนนิยมที่ลดลง ความวิตกเกี่ยวกับอิหร่าน และความไม่พอใจของชาวอเมริกันที่เห็นว่าเขายังทำไม่มากพอในการแก้ปัญหาค่าครองชีพที่สูง
ในช่วงต้น ถ้อยแถลงส่วนใหญ่ของทรัมป์จะยึดตามสคริปต์ที่เตรียมไว้และหลีกเลี่ยงการพูดนอกเรื่องตามปกติของเขา แต่ทรัมป์ยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมาเมื่อพูดถึงมาตรการกวาดล้างผู้อพยพ โดยมีการตะโกนด่าทอกับสมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคน
แม้ทรัมป์จะประกาศว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ที่อยู่อาศัย ประกันภัย และค่าสาธารณูปโภคยังสูงกว่าหลายปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ชี้ว่า เศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาสล่าสุดชะลอตัวมากกว่าที่คาด ขณะที่เงินเฟ้อกลับเพิ่มสูงขึ้น
ผลสำรวจ Reuters/Ipsos พบว่ามีชาวอเมริกันเพียง 36% ที่เห็นด้วยกับการบริหารจัดการเศรษฐกิจของทรัมป์ ทำให้ขณะนี้พรรคเดโมแครตหวังว่าจะสามารถยึดครองการควบคุมทั้งสองสภาจากรีพับลิกันในการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 435 ที่นั่ง และประมาณหนึ่งในสามของวุฒิสภาจากทั้งหมด 100 ที่นั่ง
ในขณะที่ทรัมป์โจมตีโจ ไบเดน อดีตประธานาธิบดีเดโมแครต เช่นที่เคยทำมาตลอด แต่เขากลับไม่โจมตีศาลสูงสุดสหรัฐที่เพิ่งยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าของเขาในวันศุกร์ก่อนหน้านี้ แตกต่างจากช่วงหลังคำวินิจฉัยที่ทรัมป์เคยโจมตีผู้พิพากษาด้วยถ้อยคำรุนแรง โดยคราวนี้ทรัมป์เพียงระบุว่าคำตัดสินนั้นเป็นเรื่องน่าเสียดาย
แม้ทรัมป์จะทุ่มพลังงานส่วนใหญ่ไปกับนโยบายต่างประเทศระหว่างดำรงตำแหน่ง แต่ประเด็นนี้กลับได้รับความสนใจน้อยในช่วง 90 นาทีแรกของสุนทรพจน์ เขาอ้างอีกครั้งว่าเขาได้ยุติสงคราม 8 ครั้ง ซึ่งรอยเตอร์ระบุว่า เป็นการกล่าวเกินจริง และแทบไม่กล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทั้งที่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นวาระครบรอบ 4 ปีของการรุกรานยูเครนโดยรัสเซีย
ขณะเดียวกันก็ยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนการต่ออิหร่าน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นว่าเขาอาจกำลังเข้าใกล้การสร้างความขัดแย้งทางทหารกับเตหะราน โดยกล่าวเพียงว่า “ผมต้องการแก้ปัญหานี้ด้วยการทูต แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือผมจะไม่ยอมให้ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลกครอบครองอาวุธนิวเคลียร์”
เมื่อหันมาพูดถึงประเด็นโปรดอย่างการอพยพเข้าเมือง ทรัมป์ย้ำวาทกรรมเดิมที่ใช้ในการหาเสียงเมื่อปี 2024 โดยอ้างว่าผู้อพยพผิดกฎหมายเป็นต้นเหตุของอาชญากรรมรุนแรงจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ผลศึกษาหลายชิ้นชี้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น เขายังตำหนิพรรคเดโมแครตว่า “พวกคุณควรละอายใจ” ที่ปฏิเสธการจัดสรรงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ เว้นแต่จะมีการดำเนินการใดๆ เพื่อควบคุมและจำกัดวิธีที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองภายใต้รัฐบาลเขา
ผลสำรวจความคิดเห็นระบุว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่เห็นว่ามาตรการกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์รุนแรงเกินไป หลังเกิดเหตุพลเมืองสหรัฐสองคนถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางที่สวมหน้ากากยิงเสียชีวิตในเมืองมินนีแอโพลิส ระหว่างที่ทรัมป์ยกย่องการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง อิลฮาน โอมาร์ สมาชิกสภาเดโมแครต ซึ่งเป็นผู้แทนเขตเลือกตั้งในมินนีแอโพลิส ตะโกนใส่เขาว่า “พวกคุณฆ่าชาวอเมริกัน!”
ทรัมป์ซึ่งกล่าวอ้างอย่างไม่เป็นความจริงมาเป็นเวลาหลายปีว่าการเลือกตั้งในสหรัฐเต็มไปด้วยการทุจริต ยังโจมตีเดโมแครตที่ไม่สนับสนุนกฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องแสดงบัตรประจำตัวว่า “พวกเขาต้องการโกง” ขณะที่พรรคเดโมแครตโต้แย้งว่ากฎหมายที่รีพับลิกันผลักดันจะสร้างภาระที่ไม่จำเป็นต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งและลดจำนวนผู้ออกมาใช้สิทธิ์
ทรัมป์จบสุนทรพจน์ก่อนเวลา 23.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออก หลังกล่าวถ้อยแถลงนานกว่า 1 ชั่วโมง 47 นาที ทำลายสถิติที่เขาทำไว้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้สุนทรพจน์ในปีนี้กลายเป็นการกล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาที่ยาวที่สุดของประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

