โฮจิมินห์–ดานัง เดินหน้าศูนย์การเงินระหว่างประเทศ ดึงทุน–เทคโนโลยีทั่วโลก!
รัฐบาลเวียดนามเดินหน้าผลักดันการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (International Financial Center: IFC) อย่างเป็นรูปธรรม โดยกำหนดให้ดำเนินการใน 2 เมืองหลัก ได้แก่ นครโฮจิมินห์ และ นครดานัง ภายใต้แนวคิด “หนึ่งนิติบุคคล ดำเนินงานสองพื้นที่” เพื่อสร้างมาตรฐาน กฎระเบียบ และระบบบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ ขณะเดียวกันกำหนดบทบาทการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อเสริมจุดแข็งของแต่ละเมืองและยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยการเปิดตัว IFC ที่นครโฮจิมินห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนามระบุว่า การจัดตั้งศูนย์กลางการเงินครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการพัฒนาโครงการเชิงพื้นที่ แต่เป็นการสร้าง “กลไกและนโยบายที่ก้าวหน้า” เพื่อดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก รวมถึงเทคโนโลยี รูปแบบการบริหารจัดการสมัยใหม่ และสถาบันการเงินชั้นนำเข้าสู่เวียดนาม โดยมอบหมายให้นครโฮจิมินห์เป็นเมืองหลักในการขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่อุตสาหกรรมบริการมูลค่าสูง พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานในลักษณะ “learning by doing” โดยเฉพาะการจัดทำ Sandbox เพื่อทดลองใช้และทดสอบผลิตภัณฑ์หรือกฎเกณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการยกระดับทรัพยากรบุคคล เพื่อรองรับการดำเนินงานของสถาบันการเงินระดับโลก
และทั้งสองเมืองได้รับมอบหมายให้จัดสรรที่ดินและกำหนดพิกัดศูนย์ IFC ให้ชัดเจนภายในระยะเวลา 5 ปี โดยนครโฮจิมินห์จะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการทางการเงินแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การระดมทุน การลงทุน การชำระเงิน การออกและซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การบริหารสินทรัพย์ ตลาดอนุพันธ์ เทคโนโลยีทางการเงิน (Fintech) ตลอดจนการเงินสีเขียว ส่วนในนครดานังจะเน้นการเป็นพื้นที่ทดลองกลไกนำร่องแบบควบคุม หรือ Sandbox สำหรับผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล ระบบการชำระเงินดิจิทัล แพลตฟอร์มตลาดเฉพาะทางการเงินสีเขียว และสินเชื่อทางการค้า
ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป เวียดนามมีแผนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอและพัฒนานโยบายพิเศษเพื่อดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรคุณภาพสูงจากต่างประเทศ พร้อมทั้งจัดทำกฎหมายที่มีความโปร่งใส เป็นเอกภาพ และคำนึงถึงเสถียรภาพทางการเงินและการคลังของประเทศควบคู่กัน นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานโดยละเอียด เพื่อกำหนดกลไกการบริหารและกำกับดูแล IFC อย่างชัดเจน ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนที่จำเป็น ทั้งด้านการคมนาคม การสื่อสาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริการทางเทคนิคต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินงานและรองรับการเติบโตในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นครโฮจิมินห์ยังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่เชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ การเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมบริการมูลค่าสูงที่ยังดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงความไม่สมดุลของการพัฒนาในบางพื้นที่ภายหลังการควบรวมเขตการปกครอง เพื่อรองรับเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ เมืองจึงได้กำหนดมาตรการสำคัญหลายประการ อาทิ การปรับปรุงกลไกและนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุน การแก้ไขปัญหาคอขวดด้านโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม และการพัฒนาเมืองตามแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit Oriented Development: TOD) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ การระดมแหล่งเงินทุนจากหลากหลายช่องทาง ทั้งงบประมาณภาครัฐ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และความร่วมมือรูปแบบ PPP (Public-Private Partnership) ตลอดจนการส่งเสริมภาพลักษณ์ในระดับนานาชาติ และการผลักดันนวัตกรรม เศรษฐกิจดิจิทัล และสตาร์ทอัพอย่างต่อเนื่อง
การขับเคลื่อน IFC ในนครโฮจิมินห์และนครดานังสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเวียดนามในการยกระดับบทบาททางการเงินของประเทศบนเวทีภูมิภาค ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นขึ้นในการช่วงชิงสถานะศูนย์กลางการเงินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของเวียดนาม แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคเอกชนไทยในการเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น ทั้งในฐานะนักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ หรือผู้ให้บริการด้านการเงินและเทคโนโลยี รวมถึงการต่อยอดความร่วมมือในสาขาโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานสะอาด และนวัตกรรม
ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของเวียดนาม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรในพื้นที่ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อใช้ประโยชน์จากการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศครั้งนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในบริบทเศรษฐกิจภูมิภาคที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (ข้อมูล: สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์, เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 4 มีนาคม 2569

