สหรัฐ VS รัสเซีย ใครถือครองนิวเคลียร์มากที่สุด?
ในวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 โลกได้จารึกเหตุการณ์โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อสหรัฐอเมริกาใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มเมืองฮิโรชิมะและนางาซากิของญี่ปุ่นในช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 214,000 คนภายในสิ้นปีนั้น ส่วนผู้รอดชีวิตจำนวนมหาศาลต้องเผชิญกับผลกระทบระยะยาวจากกัมมันตภาพรังสีของระเบิดลูกแรก Little Boy และลูกที่สอง Fat Man ทั้งโรคมะเร็งและโรคลูคีเมีย
นับเป็นเวลา 80 ปีแล้วที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิด แต่ในขณะที่โลกพยายามก้าวผ่านบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 การสะสมและพัฒนาระบบอาวุธนิวเคลียร์กลับไม่ได้หยุดลงแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม โลกต้องพบกับความน่ากังวลมากขึ้นเมื่อการแข่งขันสะสมอาวุธระหว่างมหาอำนาจทวีความรุนแรง

คลังแสงนิวเคลียร์ : ใครถือครองมากที่สุด?
ข้อมูลจากสถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ (SIPRI) ในปี 2025 เผยให้เห็นตัวเลขสถิติหัวรบนิวเคลียร์ว่า โลกของเรายังมีหัวรบนิวเคลียร์สะสมอยู่เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งมหาอำนาจหลัก 2 ประเทศคือ รัสเซียและสหรัฐอเมริกาที่ครองส่วนแบ่งรวมกันมากกว่า 90% ของทั้งโลก
ผู้ถือครองคลังแสงอันดับ 1 คือ รัสเซีย : ยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยมีหัวรบรวมถึง 5,459 ลูก ในปี 2026 (ตัวเลขมีการปรับตัวสูงขึ้น 1,150 ลูก จากปี 2025 ที่มี 4,309 ลูก)
ผู้ถือครองคลังแสงอันดับ 2 สหรัฐอเมริกา : ตามมาติดๆ ที่ 5,177 ลูก ในปี 2026 แม้ตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากปี 2025 ที่มีอยู่ 5,459 ลูก แต่ก็ยังถือเป็นคลังแสงที่ทรงอานุภาพสูงสุดในซีกโลกตะวันตก
ผู้ถือครองคลังแสงอันดับ 3 จีน : อีกหนึ่งมหาอำนาจฝั่งตะวันออก ปัจจุบันมี 600 ลูก โดยมีรายงานว่าเพิ่มขึ้นถึง 100 ลูก ภายในปีเดียว ด้วยเหตุสงครามทั่วโลกปะทุ จีนจึงต้องเร่งเสริมสมรรถนะทางทหารอย่างรวดเร็ว
อินเดีย : อีกหนึ่งxระเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มีหัวรบ 180 ลูก เพิ่มขึ้นจากปีก่อน +8 ลูก
กลุ่มประเทศที่มีคลังแสงคงที่ หลายประเทศเลือกที่จะรักษาจำนวนหัวรบไว้เท่าเดิมเพื่อการป้องปราม (Deterrence) โดยไม่มีการสะสมเพิ่ม :
ฝรั่งเศส : 290 ลูก
สหราชอาณาจักร : 225 ลูก
ปากีสถาน : 170 ลูก
อิสราเอล : 90 ลูก (ตัวเลขประมาณการ เนื่องจากอิสราเอลไม่มีนโยบายยืนยันอย่างเป็นทางการ)
เกาหลีเหนือ : 50 ลูก
ที่มาข้อมูล : ข้อมูลอ้างอิงจาก SIPRI, Statista ประจำปี 2025 และการวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางปี 2026
ที่มา ประชาขาติธุรกิจ
วันที่ 4 มีนาคม 2569

