พาณิชย์ ร่วมถกความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน รับมือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
"พาณิชย์" เข้าร่วมประชุมนโยบายระดับสูง ขับเคลื่อน AEC รับมือความท้าทายและความเสี่ยงจากภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ เตรียมเสนอจัดทำกลไกเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอาเซียนในระยะยาว ต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน มี.ค.นี้ พร้อมยืนยันเศรษฐกิจภูมิภาคยังแข็งแกร่ง เติบโตสูง 4.4% ในปี 2569
นายเอกฉัตร ศีตวรรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังการประชุมคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ครั้งที่ 49 และการประชุม Track 1.5 เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของอาเซียน ระหว่างวันที่ 25-27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เมืองอีโลอีโล สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ว่า อาเซียนเตรียมขับเคลื่อน “วาระการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค” เน้นการรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจและความสามารถทางการแข่งขันของภูมิภาคในระยะยาว โดยจะจัดทำกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาวร่วมกัน ยึดหลักรูปแบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง ระบบการค้าพหุภาคี

รวมทั้งต้องเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและการรวมกลุ่มให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อการรับมือกับความท้าทายจากความเสี่ยงทางภูมิเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนแรงกระแทกฉับพลัน (Shocks) ทั้งจากด้านอุปสงค์และอุปทานจากคู่ค้าและตลาดหลักที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตของภูมิภาค ทั้งนี้ จะเสนอรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพิจารณาแนวทางดังกล่าวเดือนมีนาคมนี้ นอกจากนี้ คณะทำงานเสนอให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสะท้อนมุมมองร่วมกันของอาเซียนในการประชุมองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 14 ตลอดจนร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดในการติดตามนโยบายการค้าของประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที
ที่ประชุมได้หารือทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค ซึ่งพบว่าเศรษฐกิจอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่แข็งแกร่ง คาดว่าการเติบโตจะอยู่ที่ร้อยละ 4.4 ในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของ GDP โลก ที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ 3.3 โดยมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์ภายในที่ขยายตัว การลงทุนโดยตรงที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค แต่อาเซียนยังคงเผชิญความเสี่ยงจากแนวโน้มกีดกันทางการค้า ความผันผวนทางการเงิน และการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น อาเซียนจึงต้องรักษาบทบาทความเป็นแกนกลางในระบบเศรษฐกิจโลก ขยายความร่วมมือกับประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุน นอกจากนี้ คณะทำงานได้ให้ความสำคัญกับการบริหารการค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Trade Management) เพื่อเตรียมความพร้อมแก่ประเทศสมาชิกในการกำกับดูแลการค้า และสร้างความน่าเชื่อถือในห่วงโซ่อุปทานของภาคการผลิตสำคัญในอาเซียน โดยสนับสนุนการจัดทำปฏิญญาผู้นำอาเซียนในการแสดงเจตนารมณ์ในการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของภูมิภาค เพื่อกำหนดแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 5 มีนาคม 2569

