จีนปรับลดเป้า GDP เหลือ 4.5-5% จุดเปลี่ยนสำคัญ แก้ดีมานด์อ่อนแอ-ผลิตล้น
ในพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน นายกรัฐมนตรีประกาศปรับลดเป้าหมาย GDP เหลือ 4.5-5% หลังจากคงอยู่ที่อัตรา 5% มา 3 ปี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในรอบ 35 ปี ซึ่งสะท้อนถึงการเน้นคุณภาพมากกว่าตัวเลข อีกทั้งทำให้รัฐบาลสามารถทดลองปรับเปลี่ยนไปสู่ภาวะกำลังการผลิตล้นในภาคอุตสาหกรรมได้
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า จีนปรับลดเป้าหมายการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) สำหรับปี 2026 ลงเหลือ 4.5%-5% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากรัฐบาลกำลังเผชิญกับดีมานด์ภายในประเทศที่อ่อนแอและสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ไม่แน่นอน
หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน รายงานการทำงานของรัฐบาลในพิธีเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (National People’s Congress : NPC) ซึ่งเป็นการประชุมนิติบัญญัติประจำปี ในกรุงปักกิ่ง โดยเป้าหมาย GDP ครั้งนี้ รวมอยู่ในเอกสารนโยบายสำคัญ และนับเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 1991

การเปลี่ยนแปลงจากเป้าหมายการเติบโตจากประมาณ 5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บ่งชี้ถึงจุดเริ่มต้นช่วงเวลาของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เพิ่มความท้าทายต่อเป้าหมายระยะยาวของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งต้องการเพิ่มขนาดเศรษฐกิจเป็นสองเท่าภายในปี 2035 จากระดับปี 2020
นายกรัฐมนตรีหลี่กล่าวในสุนทรพจน์ว่า แม้รัฐบาลจะยอมรับความสำเร็จ แต่ก็ตระหนักถึงความยากลำบากและความท้าทายที่เผชิญอยู่เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายนอก ส่งผลกระทบต่อระบบพหุภาคีรุนแรงขึ้น อีกทั้งทำให้การค้าเสรีได้รับผลกระทบอย่างหนัก
ในปี 2025 จีนสามารถบรรลุเป้าหมายการเติบโตเมื่อคำนวณจากราคาคงที่ (Constant Prices) แต่การเติบโตเมื่อวัดจากมูลค่าตัวเงิน (Nominal Terms) อยู่ที่เพียง 3.9% เนื่องจากภาวะเงินฝืด
ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการผลิตในด้านต่าง ๆ อาทิ รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเซมิคอนดักเตอร์ ถูกบดบังด้วยการบริโภคที่อ่อนแอ ท่ามกลางภาวะตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อ
ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์จะทดสอบความแข็งแกร่งภาคการส่งออกของจีน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปีที่ผ่านมา โดยขณะนี้สงครามที่เกิดขึ้นในอิหร่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้จัดหาน้ำมันรายใหญ่ของจีนเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเดือนก่อนที่ทรัมป์จะพบปะสี จิ้นผิง ในกรุงปักกิ่ง วันที่ 31 มีนาคม-2 เมษายน ที่จะถึงนี้ โดยทั้งสองฝ่ายพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งในข้อตกลงพักรบสงครามการค้าที่ตกลงกันไว้เมื่อเดือนตุลาคม
เยว่ ซู นักเศรษฐศาสตร์หลักประจำภูมิภาคจีนของ Economist Intelligence Unit (EIU) กล่าวว่า เป้าหมายการเติบโตใหม่นี้ค่อนข้างสมจริง โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงจากแนวคิด ‘เน้นตัวเลข’ ไปสู่แนวคิด ‘เน้นคุณภาพ’ โดยรัฐบาลจีนมองว่า อัตราการเติบโตสูงไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเสมอไป เพราะอาจกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวเกินจริงเกี่ยวกับการเติบโต ผ่านโครงการที่ไร้ประโยชน์และการบิดเบือนข้อมูล
จาง จื่อเว่ย ประธานและหัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำ Pinpoint Asset Management กล่าวว่า แม้การขาดดุลทางการคลังจะยังคงอยู่ที่ 4% ในปีนี้ แต่ยังมีช่องว่างสำหรับการสนับสนุนนโยบายเชิงรุกมากขึ้น หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางนำไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอลง
หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า ปักกิ่งจะส่งทูตพิเศษไปยังตะวันออกกลางเพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ซึ่งขัดขวางการขนส่งทางเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำที่สำคัญสำหรับการส่งออกพลังงานไปยังเอเชีย
รอยเตอร์ (Reuters) รายงานว่า ขณะเดียวกัน จีนยังประกาศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ซึ่งรัฐบาลให้คำมั่นจะลงทุนด้านนวัตกรรมและยกระดับอุตสาหกรรม รวมไปถึงการเพิ่มการบริโภคภาคครัวเรือนในสัดส่วนที่น่าสนใจ
การผสมผสานระหว่างเป้าหมาย GDP ที่ต่ำลงและการใช้จ่ายที่สูงขึ้นในด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ เน้นย้ำถึงการเดิมพันของรัฐบาลว่า การยกระดับในภาคเทคโนโลยีจะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาในระยะต่อไป แม้จะมีแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่เพิ่มขึ้นก็ตาม
แผนพัฒนา 5 ปี มีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าเพิ่มของอุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลหลักให้เป็น 12.5% ของ GDP และดำเนินนโยบายใหม่สำหรับตลาดข้อมูลระดับชาติแบบบูรณาการ ตลอดจนจัดตั้งระบบป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของเอไอ
เป้าหมายเหล่านี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของสี จิ้นผิง ในการพัฒนา ‘แรงขับเคลื่อนใหม่ที่ได้ผลจริง’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง รับมือกับภาวะประชากรลดลง และเสริมสร้างความมั่นคงของชาติด้วยการปกป้องจีนจากการควบคุมการส่งออกของสหรัฐ
โดยนักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า การตั้งเป้าหมาย GDP ที่ต่ำจะทำให้รัฐบาลสามารถทดลองปรับเปลี่ยน ‘ภาวะกำลังการผลิตล้นในภาคอุตสาหกรรม’ ซึ่งนำไปสู่การปิดโรงงานและสูญเสียการจ้างงาน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งการเติบโตที่เน้นการผลิตเป็นหลัก
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 5 มีนาคม 2569

