ผ่างบ "กองทุนเอสเอ็มอี" 3 พันล้าน ปล่อยกู้ดอกต่ำ ปั้นธุรกิจไทยฝ่าวิกฤติ
KEY POINTS :
* กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม อนุมัติวงเงินสินเชื่อใหม่ 3,000 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2569 เพื่อช่วยผู้ประกอบการฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
* เปิดตัว 3 แพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ได้แก่ “เสือติดปีก เฟส 2” ดอกเบี้ย 3-5% วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท, “คงกระพัน เฟส 2” ดอกเบี้ย 5-7% วงเงินสูงสุด 5 ล้านบาท และสินเชื่อ Top up สำหรับลูกหนี้เก่า ดอกเบี้ยพิเศษ 2.5-3.5%
* สินเชื่อมีเป้าหมายเพื่อเติมทุนเสริมสภาพคล่อง (คงกระพัน) และสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อยกระดับธุรกิจ (เสือติดปีก) ช่วยให้เอสเอ็มอีเติบโตอย่างยั่งยืน
* นอกจากสินเชื่อ ยังจัดสรรงบอีก 20 ล้านบาท สำหรับโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านการเงิน เทคโนโลยี และการตลาดสู่สากล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในระยะยาว
กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้าหนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยฝ่าความผันผวนเศรษฐกิจ เปิดโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงินรวม 3,000 ล้านบาท ชูแพ็กเกจ “เสือติดปีก-คงกระพัน” เติมทุนเสริมสภาพคล่อง พร้อมเร่งยกระดับศักยภาพธุรกิจด้านการเงิน เทคโนโลยี และการขยายตลาดสู่สากล หวังสร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 209 ล้านบาท และเสริมความแข็งแกร่งให้ฐานรากเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ เปิดเผยว่า กองทุนฯ ได้กำหนดกรอบโครงการสินเชื่อใหม่ในปีงบประมาณ 2569 เพื่อสนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอดพัฒนาธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ โครงการสินเชื่อใหม่มีวงเงินรวม 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 ผลิตภัณฑ์หลัก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละช่วงการเติบโตของธุรกิจ ได้แก่
(1)สินเชื่อ “เสือติดปีก เฟส 2” สำหรับเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในอุตสาหกรรมเป้าหมายและต้องการพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อยกระดับธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% วงเงินกู้สูงสุดรายละ 15 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี
(2)สินเชื่อ “คงกระพัน เฟส 2” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจสามารถรับมือความผันผวนทางเศรษฐกิจ อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% วงเงินกู้สูงสุด 5 ล้านบาท ระยะเวลากู้ 3 ปี
(3)สินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (Top up) วงเงินรวม 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุนที่มีประวัติการชำระหนี้ดีเยี่ยมระดับ A ต่อเนื่อง 12 เดือน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางธุรกิจ โดยคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่พิเศษ 2.5-3.5% วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย
นอกจากมาตรการด้านการเงิน กองทุนฯ ยังจัดสรรงบประมาณอีก 20 ล้านบาท สำหรับดำเนิน โครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี 3 โครงการ เพื่อยกระดับศักยภาพธุรกิจในมิติสำคัญ ได้แก่ การเงิน เทคโนโลยีการผลิต การตลาด และมาตรฐานสากล ประกอบด้วย
โครงการ Financial Shield เสริมทักษะบริหารการเงินและการจัดการหนี้ ผ่านการให้คำปรึกษาเชิงลึกและอบรมเชิงปฏิบัติการ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 100 กิจการ รวม 400 คน
โครงการ Productivity Accelerator มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจและลดต้นทุน ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับปรุงกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 200 กิจการ 400 คน
โครงการ Global & Future Readiness เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการสู่ตลาดสากล โดยพัฒนาองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสากล การขยายตลาดใหม่ และการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG พร้อมกิจกรรมเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้า 100 กิจการ 200 คน
กองทุนฯ คาดว่าการดำเนินโครงการพัฒนาทั้ง 3 โครงการ จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมได้กว่า 209 ล้านบาท และเตรียมเปิดรับสมัครผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการภายในเดือนเมษายนนี้
นายณัฐพล กล่าวว่า การดำเนินโครงการสินเชื่อและโครงการพัฒนาเอสเอ็มอีในปี 2569 จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เสริมสภาพคล่อง และเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการธุรกิจ ทั้งด้านการเงิน เทคโนโลยี และมาตรฐานการดำเนินงาน
“กองทุนฯ คาดหวังว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเสริมฐานรากธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้มีความแข็งแกร่ง สร้างโอกาสใหม่ในการแข่งขัน และสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต”
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 8 มีนาคม 2569

