ส่อง "อินเดีย-จีน-รัสเซีย" ใครได้-เสียจาก "วิกฤตน้ำมัน"
หนึ่งในปัญหาใหญ่ "สะเทือนโลก" อันเนื่องมาจากการทำสงคราม "ถล่มอิหร่าน" โดยมีอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายเริ่มต้น ก็คือมันกระตุ้นให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งกระฉูด หลังจากอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดถล่มประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นพันธมิตรสหรัฐอเมริกา ทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต กาตาร์ บาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ
เท่านั้นยังไม่พอ อิหร่านยังประกาศ “ปิด” ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย โดยจะโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันทุกลำที่ไม่ใช่พันธมิตรอิหร่าน ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในวันที่ 9 มีนาคมกระโดดขึ้นถึง 30% ภายในวันเดียว ไปแตะระดับเกือบ 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
แม้ว่าในวันต่อมาจะลดลงต่ำกว่า 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศว่าพร้อมจะคุ้มกันเรือขนส่งน้ำมัน และส่งสัญญาณว่าสงครามจะจบในเร็ว ๆ นี้ แต่สถานการณ์ยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะอิหร่านยังแสดงท่าทีไม่ยอมแพ้ พร้อมจะทำสงครามยืดเยื้อกับสหรัฐอเมริกา
ในสถานการณ์ “ออยล์ช็อก” เช่นนี้ แน่นอนว่าเศรษฐกิจของแต่ละประเทศมีความ “ทนทาน” ต่อการกระชากขึ้นของราคาน้ำมันมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและเตรียมพร้อมล่วงหน้า รวมทั้งอยู่ที่ว่าเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสูงมากหรือไม่
สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มี 3 ประเทศขนาดใหญ่ (ไม่รวมสหรัฐอเมริกา) ที่ดูเหมือนจะถูกนำมาเปรียบเทียบว่า ใครได้ ใครเสีย ใครทนทานต่อวิกฤตน้ำมันได้ดีกว่า
นั่นก็คือจีน อินเดีย และรัสเซีย โดยที่อินเดียและจีนนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอันดับ 1 และ 2 และยังเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ของโลก แต่สถานการณ์ของสองประเทศค่อนข้างแตกต่างกันในแง่การได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
จีนถูกนักวิเคราะห์ระบุว่าเป็นประเทศที่สามารถ “ทนทาน” ต่อภาวะที่ราคาน้ำมันขึ้นไปเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ดีกว่า ซึ่งรวมถึงกรณีมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลานานอีกด้วย เนื่องจากจีนมีการสะสมน้ำมันทั้งในเชิงยุทธศาสตร์และพาณิชย์มากที่สุดแห่งหนึ่งของโล
ก
โดยประเมินว่าจนถึงเดือนมกราคมปีนี้ จีนมีน้ำมันดิบสำรองประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล หรือราว 3-4 เดือน อีกทั้งการที่จีนเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว ได้ช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านพลังงานในแง่ของโครงสร้าง
รัช โดชิ แห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศระบุว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาจีนลดการพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเล ด้วยการสร้างท่อส่งน้ำมันบนดิน และยังกระจายความเสี่ยงไปใช้พลังงานที่ไม่ใช่ฟอสซิล ทำให้ตอนนี้จีนพึ่งพาการขนส่งน้ำมันทางทะเลลงเหลือเพียง 50% เท่านั้น ขณะเดียวกัน ภายในปี 2030 จีนมีเป้าหมายจะเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลเป็น 25% ของพลังงานทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ซึ่งอยู่ที่ 21.7%
สหรัฐอเมริกาเป็นผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยจีนและอินเดีย แต่ในแง่การนำเข้า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดในโลก ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาอันดับ 2 โดยที่ปริมาณการนำเข้าของจีนมากกว่าสหรัฐเกือบ 2 เท่า เพราะสหรัฐอเมริกาผลิตน้ำมันได้เอง ส่วนอินเดียนำเข้าเป็นอันดับ 3 ซึ่งหากเทียบกับสหรัฐและจีนแล้ว ถือว่าอินเดียมีสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้ามากที่สุด
มีรายงานว่านับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น และอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ อิหร่านได้ส่งน้ำมันจำนวนมากผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปให้จีนอย่างต่อเนื่อง คาดว่ามีปริมาณอย่างน้อย 11.7 ล้านบาร์เรล เพราะจีนถือเป็นผู้ซื้อรายสำคัญอันดับต้น ๆ ของอิหร่านมาหลายปี
สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้อินเดียซึ่งที่ผ่านมามีนโยบายต่างประเทศแบบ “เป็นกลาง” เผชิญกับความยากลำบากในการสร้างสมดุลทางการทูต เพราะอินเดียเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศที่มีเศรษฐกิจเติบโตเร็ว หรือ BRICS ซึ่งมีรัสเซีย จีน บราซิล และแอฟริกาใต้ รวมอยู่ด้วย โดยหลังจากอิสราเอลและสหรัฐโจมตีอิหร่านและเกิดวิกฤตพลังงาน จีนได้ออกมากระทุ้งสมาชิกให้ร่วมมือกันแน่นแฟ้นขึ้น
อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นสมาชิก BRICS เพียงรายเดียวที่ไม่ได้ออกมาประณามสหรัฐและอิสราเอล ยังคงใช้นโยบายวางเฉย และเป็นที่น่าสังเกตว่าก่อนเกิดสงครามเพียง 1 วัน นายกรัฐมนตรีอินเดียได้เดินทางไปเยือนอิสราเอล เสมือนหนึ่งว่า “ไฟเขียว” ให้กับอิสราเอลและสหรัฐ
การไม่เลือกข้างชัดเจนของอินเดีย อาจเป็นแนวทางที่มีเหตุผลเพื่อความอยู่รอด เมื่อพิจารณาจากการที่อินเดียมีความ “เปราะบาง” ด้านเศรษฐกิจมากกว่าจีน เพราะอินเดียมีปริมาณน้ำมันสำรองและแร่ธาตุจำเป็นเพียงไม่กี่สัปดาห์ น้อยกว่าจีนหลายเท่า หากอินเดียไม่ใช้วิธี “เข้ากับหลายขั้ว”ก็เสี่ยงที่จะเกิดปัญหาซัพพลายน้ำมันและก๊าซ สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินรูปีและต่อฐานะการคลังที่ต้องนำมาอุดหนุนราคาพลังงาน
หลังเกิดสงครามเพียง 2 วัน สหรัฐได้ “อนุญาตชั่วคราว” เป็นเวลา 30 วันให้อินเดียสามารถซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ที่ค้างอยู่กลางทะเลได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของอินเดีย จากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐกดดันไม่ให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซีย เพื่อสกัดไม่ให้รัสเซียมีเงินไปทำสงครามกับยูเครน ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ในเวลานี้อินเดียดูเหมือนจะ “เอน” ไปทางขั้วอิสราเอล-สหรัฐอเมริกามากกว่าขั้วจีน
สำหรับรัสเซียซึ่งอยู่ในขั้วของอิหร่าน-จีนนั้น ดูเหมือนจะเป็น “ผู้ได้ประโยชน์” รายใหญ่จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ ประโยชน์อย่างแรกคือ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นมาก ประกอบกับการที่สหรัฐยกเลิกการแซงก์ชั่นชั่วคราว ด้วยการอนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ จึงสร้างรายได้อย่างงามให้กับรัสเซีย
ทั้งนี้ รัสเซียยังคงรักษาสถานะหนึ่งในผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก แม้ว่าจะถูกชาติตะวันตกแซงก์ชั่นมาหลายปีหลังจากบุกยูเครน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที 13 มีนาคม 2569

