ไทยจุก วิกฤตน้ำมันลามทุ่ง ขนส่ง-เกษตรกรอ่วม จีดีพีส่อร่วง
แม้สัญญาณจากทำเนียบขาวจะเริ่มส่งกลิ่นอายของการผ่อนคลาย เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ระบุ สหรัฐใกล้บรรลุภารกิจในตะวันออกกลางและเตรียมลดระดับปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านลง
ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริงกลับยังไม่อาจไว้วางใจได้ เพราะสถานการณ์พร้อมพลิกผันและยืดเยื้อได้ตลอดเวลา ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความพินาศทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก
โดยเฉพาะในประเทศไทยที่วิกฤตกำลังพุ่งสู่จุดเดือด เมื่อราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงจนเกิดปรากฏการณ์ประชาชนแห่เติมน้ำมันจนล้นทะลักปั๊ม เพื่อกักตุน ก่อนการปรับราคา กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ฉุดให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ บีบให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่หนักอึ้งจนถึงขีดสุด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่น่ากังวลในระยะยาวยิ่งกว่าวิกฤตพลังงาน คือรอยร้าวในโครงสร้างเศรษฐกิจที่กัดเซาะความเชื่อมั่นจนยากจะฟื้นฟู อาจส่งผลให้แสงสว่างของ จีดีพี ไทยในปี 2569 ที่เคยคาดหวังไว้ดูริบหรี่ลง
⦁ส.อ.ท.ห่วงพลังงานพุ่งฉุดจีดีพีไทยฮวบ
สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่เพียงแต่จะเขย่าความมั่นคงทางพลังงานในระดับสากล แต่กำลังซัดกระหน่ำเศรษฐกิจไทยในทุกมิติ
โดย เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินวิกฤตครั้งนี้ถือเป็น “ระลอกใหม่” ที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ แม้ประเทศไทยจะยังมีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อการใช้งานราว 100 วัน แม้ภาครัฐยืนยันความพร้อมในการดูแลสถานการณ์ แต่ปัจจัยด้าน “ขาดความเชื่อมั่น” กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดพฤติกรรมกักตุนน้ำมันในหลายภาคส่วน
การกักตุนดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในภาคครัวเรือน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคเกษตรที่กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูการเก็บเกี่ยวในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า ส่งผลให้เกิดอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ซึ่งยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์พลังงานดูตึงตัวมากขึ้น ทั้งที่ในเชิงปริมาณยังไม่ได้ขาดแคลนอย่างแท้จริง
เกรียงไกรระบุอีกว่า ในมิติด้านต้นทุน ภาระที่หนักอึ้งตกอยู่ที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งต้องแบกรับส่วนต่างเพื่อตรึงราคาขายปลีก จนปัจจุบันสถานะติดลบไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน ภาคการขนส่งทางเรือเผชิญวิกฤตค่าระวาง (Freight) ที่พุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 2,000 เหรียญสหรัฐ สู่ 7,000 เหรียญสหรัฐต่อตู้ ส่งผลให้ต้นทุนนำเข้าและส่งออกโดยรวมปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 ทันที ปัญหานี้ยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสายป่านสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องซื้อน้ำมันผ่าน “จ๊อบเบอร์” ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด
เมื่อพิจารณาในภาคการผลิต อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น (Energy Intensive) เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ และเซรามิก เกรียงไกรในฐานะภาคอุตสาหกรรม มองว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้ อาจกระทบจนบาดเจ็บหนัก เนื่องจากมีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% ของต้นทุนรวม โดยเฉพาะโรงงานที่ใช้น้ำมันเตาซึ่งราคาดีดตัวขึ้นจากลิตรละ 7-8 บาท เป็น 23-24 บาท หรือพุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่าตัว
นอกจากนี้ยังพบปัญหา “วัตถุดิบตึงตัว” ทั้งเม็ดพลาสติก เหล็ก และอะลูมิเนียมอิงกอต ที่เริ่มขาดแคลนจากการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ กระทบต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมตัวถังรถยนต์และภาคก่อสร้างอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ เกรียงไกรยอมรับว่า “เพดานราคาดีเซลที่ 33 บาท” คือระดับที่ธุรกิจยังพอรับมือได้ แต่หากราคาขยับขึ้นเกิน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนราคาดีเซลทะลุ 35 บาท จะถือว่าเกินขีดความสามารถในการทนทานของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่บอบบางกว่าใครเพื่อน เพราะต้องซื้อน้ำมันผ่านจ๊อบเบอร์ในราคาที่สูงกว่าปกติอยู่แล้ว หากราคาน้ำมันขยับขึ้นทุก 4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะพุ่งสูงถึง 15-20% และดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ปรับตัวขึ้นอีก 6-8% ทันที และหากราคาน้ำมันโลกทรงตัวอยู่ที่ 100-125 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ตามการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจถูกฉุดร่วงเหลือเพียง 1.1-1.3% เท่านั้น สะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างหนัก
⦁สิบล้อโวยรัฐบริหารพลาดทำป่วนทั้งระบบ
หากเจาะลึกถึง เสียงวิจารณ์วงกว้างชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลรักษาการภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถูกวิจารณ์อย่างหนักครั้งนี้ คือการบริหารจัดการที่ถูกมองว่าล้มเหลวจาก “โครงสร้างราคาบิดเบี้ยว” การดันทุรังตรึงราคาดีเซลหน้าปั๊มผ่านกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบมหาศาล จนเกิดส่วนต่างราคาสูงถึง 11-18 บาท กลายเป็นช่องว่างให้ภาคอุตสาหกรรมใหญ่แห่มาแย่งชิงน้ำมันราคาถูกที่ควรจะเป็นของเกษตรกรและคนหาเช้ากินค่ำ จนระบบกระจายสินค้าล่ม
ล่าสุดแม้จะมีการสั่งให้ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จํากัด (มหาชน) หรือโออาร์ นำร่องปรับราคาขายส่งให้เท่าหน้าปั๊ม แต่กลับถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ รวมถึงรัฐบาลได้มีการให้ข้อมูลว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การขาดแคลนน้ำมัน แต่มาจาก คอขวด ในระบบขนส่ง เนื่องจากรถขนส่งมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัย ไม่สามารถใช้รถประเภทอื่นมาทดแทนได้
ทำให้เมื่อวันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ตัดสินใจนำทีมสมาชิกกลุ่มรถสิบล้อ หรือ truck power รวมตัวกันตรงข้ามท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อกดดันรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน สะท้อนปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบต่อการขนส่งอย่างหนัก โดยยื่น 3 ข้อเรียกร้องหลัก คือ การปลดล็อกมาตรการกระจายน้ำมันสู่ปั๊มรายย่อย การแก้ปัญหารอคิวเติมน้ำมันที่ยาวนานหลายชั่วโมง และการจัดการภาวะน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่อย่างเร่งด่วน
ทองอยู่ได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนว่า ผู้ประกอบการรถบรรทุกทั่วประเทศเดือดร้อน น้อยใจหนักที่รัฐมนตรีพากันมาบอกว่าน้ำมันที่ขาดแคลนในปัจจุบันเกิดจากรถขนส่งน้ำมันไม่ไปขนน้ำมัน ทั้งที่ความจริงผลการตรวจสอบพบว่าเกิดจากการบริหารจัดการโควต้าน้ำมันที่ผิดพลาดของรัฐเอง จนทำให้การขนส่งขาดช่วงและกลายเป็นภาระที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ
จึงทำให้ต้องมารวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมเพื่อแสดงถึงความเดือดร้อนของประชาชน ผู้ประกอบการขนส่ง เชื่อว่ามีการขาดแคลนเทียมทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะรัฐบาลออกข่าวผิดพลาด และมี “ไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลังทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนในครั้งนี้ ทำให้ประชาชนสงสัยเชื่อว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน น้ำมันสต๊อกเก่าทำไมต้องขึ้นราคาแล้วยังต้องเอากองทุนน้ำมันมาอุ้ม ต้องให้รัฐบาลต้องรีบแก้ไขให้คำตอบแก่ประชาชนโดยเร็ว
⦁เกษตรกรอ่วมน้ำมันแพงซ้ำเติมต้นทุน
เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ว่า “ภาคเกษตรกรรมไทย” ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังเผชิญกับวิกฤตดังกล่าว กระทบวงกว้างทั้งระบบ สาหัสไม่แพ้กัน โดยเฉพาะภาคประมงซึ่งต้องพึ่งพาการใช้น้ำมันเป็นต้นทุนหลักในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
สุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา ระบุ ในภาคประมง พบว่า “น้ำมันเขียว” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลัก ได้ปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ จากลิตรละประมาณ 18 บาท เป็นมากกว่า 40 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการออกเรือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ต้นทุนด้านอื่น เช่น ค่าแรงงานและค่าซ่อมบำรุงยังทรงตัว ส่งผลให้ผู้ประกอบการประมงต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเกินขีดความสามารถในการดำเนินกิจการ
อย่างไรก็ตาม ราคาสัตว์น้ำหน้าท่าเทียบเรือ โดยเฉพาะในพื้นที่สงขลา ยังคงยึดตามราคากลางเดิม ทำให้ชาวประมงไม่สามารถปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ สวนทางกับราคาสินค้าอาหารทะเลในตลาดปลายทางที่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว สะท้อนถึงความไม่สมดุลของโครงสร้างราคาในห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ชาวประมงบางส่วนต้องเปลี่ยนช่องทางจำหน่าย โดยนำสัตว์น้ำไปขายยังจังหวัดอื่น เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และสุราษฎร์ธานี ซึ่งให้ราคาสูงกว่าพื้นที่เดิมถึง 100%
ขณะเดียวกัน ภาคเกษตรกรรมอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน โดยเฉพาะกลุ่มชาวนา ซึ่งอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง โดย ปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ระบุ ปัญหาราคาน้ำมันและการจำกัดการจำหน่ายน้ำมันในบางพื้นที่ กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การสูบน้ำ เตรียมแปลง เก็บเกี่ยว ไปจนถึงการขนส่ง ล้วนพึ่งพาการใช้น้ำมันทั้งหมด
ปราโมทย์ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนการผลิตข้าวอยู่ที่ประมาณ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ และยังมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาปัจจัยการผลิตอื่น เช่น ปุ๋ยและค่าเครื่องจักร ท่ามกลางสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำทำให้ความสามารถในการทำกำไรของเกษตรกรลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในด้านข้อเรียกร้อง ปราโมทย์เผยว่า ภาคเกษตรเสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการดูแลราคาน้ำมันและควบคุมราคาปุ๋ยเพื่อประคองต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูกาลสำคัญ รวมถึงติดตามสถานการณ์ราคาปุ๋ยเคมีอย่างใกล้ชิด หลังพบว่าปุ๋ยยูเรียในบางพื้นที่เริ่มปรับราคาสูงขึ้นแล้ว แม้ภาครัฐจะยืนยันว่ามีปริมาณเพียงพอก็ตาม
ขณะที่เกษตรกรในพื้นที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ซึ่งปลูกมันฝรั่งและข้าวโพดเป็นหลัก ก็สะท้อนปัญหาทั้งด้านราคาปุ๋ยที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และภาวะน้ำมันขาดแคลนในบางช่วงเช่นเดียวกับกลุ่มชาวนา
สถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ สุมิตรา ใจดี เกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งและข้าวโพด ระบุ หลังราคาปัจจัยการผลิตพุ่งสูงขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ โดยเฉพาะ “ปุ๋ยยูเรีย” ที่เคยซื้อในราคา 800-900 บาทต่อกระสอบ แต่ปัจจุบันราคาดีดตัวไปแตะที่ 1,000-1,200 บาทแล้ว แม้ภาครัฐจะพยายามนำเสนอ “ปุ๋ยอินทรีย์” เป็นทางเลือก แต่ในสายตาคนทำงานจริง มองว่ายังไม่สามารถให้ผลผลิตได้เทียบเท่ากับปุ๋ยเคมี
“อยากให้รัฐเข้ามาช่วยคุมราคาปุ๋ย และช่วยดูราคารับซื้อข้าวโพด ตอนนี้ขายได้แค่กิโลละ 3-4 บาท แต่เราต้องการอย่างน้อย 5 บาทถึงจะพอคุ้มทุน ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เกษตรกรไทยคงหนีไม่พ้นภาวะหนี้สินและขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้” สุมิตราระบุ
สุมิตราระบุด้วยว่า ไม่เพียงแค่ค่าปุ๋ย แต่ “วิกฤตพลังงาน” ก็ซ้ำเติมไม่แพ้กัน น้ำมันในพื้นที่เริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการ เกษตรกรต้องจำใจขับรถตระเวนหาหลายปั๊มเพื่อหาซื้อน้ำมันมาเติมเครื่องจักรกลการเกษตร ทั้งที่ใช้ในการเก็บเกี่ยวและขนส่ง หนักไปกว่านั้น บางสถานีบริการยังมีมาตรการคุมเข้ม “ห้ามนำแกลลอนมาเติม” เพื่อป้องกันการกักตุน ทำให้เกษตรกรต้องเสียเวลาต่อคิวนานนับชั่วโมง กระทบต่อความเร่งด่วนในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งภาคเอกชน เกษตรกร ต่างหวังที่จะเห็นการแก้ปัญหา การประคับประคองประเทศฝ่าวิกฤตโลกที่ชัดเจนครอบคลุมถึงระยะยาว
เพราะไม่อยากให้ล้มครืนลงไปมากกว่านี้
ที่มา มติชน
วันที่ 23 มีนาคม 2569

