คนละครึ่งพลัสเวอร์ชั่นใหม่ แจกคนละ 2 พัน 50 ล้านคน คตร.บี้โรงกลั่นลดค่ากลั่น
เมื่อวันที่ 2 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน ลดภาระค่าครองชีพผ่านโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ประกอบด้วย โครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเร่งดำเนินการออกโครงการคนละครึ่งพลัสเวอร์ชั่นใหม่ รอกระทรวงการคลังสรุปรายละเอียด จะใช้เงินดำเนินการประมาณ 1 แสนล้านบาท จากงบฯกลางปี’69 และบางส่วนจากงบประมาณปี’70 โดยจะจัดสรรงบประมาณสำหรับดำเนินการเดือนละ 1 หมื่นล้านบาท เงื่อนไข คนละครึ่งพลัส เวอร์ชั่นใหม่
โดยหลักการและรูปแบบของโครงการยังคงเงื่อนไขเดิม แต่อาจปรับเพิ่มอายุผู้มีสิทธิจากเดิม 16 ปี เป็นอายุ 18 ปีขึ้นไป มีอยู่ประมาณ 50 ล้านคน ทั้งผู้เสียภาษีและไม่เสียภาษี รัฐจะให้เงินคนละ 2,000 บาท ผ่านแอพพ์เป๋าตังและทยอยโอนให้เดือนละ 200 บาท มีระยะเวลาการใช้จ่าย 10 เดือน
คาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ถึงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2570 ผู้มีสิทธิได้รับเงินของโครงการจะต้องลงทะเบียนเท่านั้น ใครมาก่อนได้ก่อน หากใช้ไม่หมดใน 9 เดือนแรก สามารถทบวงเงินไปใช้ในเดือนสุดท้ายได้ ถ้ายังใช้ไม่หมดจะถูกตัดโดยอัตโนมัติ
“นอกจากประชาชนจะได้เงิน 2,000 บาท ใช้ 10 เดือนแล้ว ยังได้ซื้อสินค้าราคาถูกลงจากปกติ 25-50% จากกระทรวงพาณิชย์ ผ่านโครงการไทยช่วยไทยและร้านธงฟ้าด้วย ต้องรอดูรายละเอียดที่ชัดเจนจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 เมษายนนี้” แหล่งข่าวกล่าว
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ว่า ได้เรียกประชุมนัดแรกหลังจากใช้เวลาการประชุมเกือบ 4 ชั่วโมงเต็ม
คณะกรรมการได้เชิญตัวแทนจากโรงกลั่นเข้ามาชี้แจงข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเป็นจริงและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จากการพิจารณาตัวเลขในปัจจุบัน พบว่าอัตราค่าการกลั่นที่กระทรวงพลังงานนำเสนอมานั้นอาจอยู่ในระดับสูงเกินไป เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้เกิดการบวกเพิ่มค่าความเสี่ยง หรือ War Premium เข้าไปในการคำนวณราคาค่าการกลั่น ค่าการตลาด และราคาหน้าสถานีบริการ
ในทางปฏิบัติจริงโรงกลั่นไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียวและมีการตลาดอื่นมาเสริมด้วย รวมถึงต้นทุนบางส่วน อาทิ ค่าขนส่ง (Freight) และค่าประกันภัย ไม่ควรนำมารวมคำนวณในราคาขายแล้ว ก็ยังคงถูกนับรวมอยู่ ส่วนนี้สมควรถูกตัดออกไป ทำให้ที่ประชุมมีข้อสรุปและมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการ 3 ข้อหลัก ได้แก่ 1.ปรับลดค่าการกลั่น ให้กลับไปจัดทำตัวเลขใหม่ โดยไม่นับรวมค่าใช้จ่ายไม่เกี่ยวข้อง จะส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงให้โรงกลั่นแจงข้อมูลด่วน
นายเอกนิติ กล่าวว่า 2.หาต้นทุน War Premium แท้จริง ให้หารือกับโรงกลั่นเพื่อประเมินค่า War Premium ตามความเป็นจริง เนื่องจากปัจจุบันมีการอ้างถึงค่าใช้จ่ายส่วนนี้ แต่ยังไม่มีความชัดเจนในตัวเลข และ 3.ทบทวนค่าการตลาด สั่งการให้ไปคำนวณอัตราค่าการตลาดใหม่ว่าระดับเหมาะสมควรอยู่ที่เท่าใด
ที่ประชุมเห็นพ้องว่าควรนำกลไกการกำหนดเพดาน (Ceiling) และขั้นต่ำ (Floor) ของค่าการกลั่นและค่าการตลาด กระทรวงพลังงานจะต้องนำข้อมูลต้นทุนแท้จริงมากำหนดเป็นข้อเสนอชัดเจน กระบวนการทั้งหมดนี้ต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จึงให้โรงกลั่นส่งข้อมูลภายในวันที่ 3 เมษายนนี้ คตร.จะประชุมกันอีกครั้ง แม้ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีจะมีกรอบเวลา 15 วัน
แต่คณะกรรมการตั้งเป้าว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 6 เมษายนนี้ เพื่อนำเสนอต่อการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เชื่อมั่นว่าการปรับโครงสร้างทั้งค่าการกลั่นและค่าการตลาดครั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มปรับตัวลดลงกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน รวมถึงรัฐบาลจะมีการพิจารณาใช้กลไกอื่นร่วมด้วย ทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและมาตรการด้านภาษี เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความเป็นธรรมที่สุด
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 3 เมษายน 2569

