เศรษฐกิจไทย กับแรงกระแทก สงครามในตะวันออกกลาง
นับจากที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นแรงกระแทก หรือ shock ที่กระทบเศรษฐกิจไทยให้โตต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้
วันนี้ผลกระทบของสงครามต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังประเมินได้ยาก เพราะเราไม่รู้ว่าจุดจบหรือ end game ของสงครามจะหน้าตาเป็นเช่นไร และยืดเยื้อถึงเมื่อไหร่ จะเป็นสิ้นเดือนนี้หรืออีกหลายเดือนก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น คอลัมน์แบงก์ชาติชวนคุยเดือนนี้จึงจะขอเล่าถึงมุมมองและคาดการณ์ผลกระทบ
สถานการณ์มีความไม่แน่นอนสูง จึงต้องมองหลายฉากทัศน์ ซ
ภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง การประเมินภาพเศรษฐกิจจึงต้องทำผ่านการวิเคราะห์ฉากทัศน์หรือ scenario เพื่อประเมินว่าสถานการณ์จะออกมาแบบไหนได้บ้าง โดย ณ วันนี้กรณีที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด คือ สงครามน่าจะคลี่คลายได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ แต่แม้การสู้รบจบลง ราคาน้ำมันแม้จะทยอยลดลงแต่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยทั้งปีนี้คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (จาก 62 ดอลลาร์ก่อนสงคราม)
เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ได้รับความเสียหาย อีกทั้งประเทศต่าง ๆ ต้องเก็บน้ำมันคืนสำรองที่นำออกมาใช้ในช่วงสงครามด้วย ทำให้ความต้องการน้ำมันจะยังสูงไปอีกสักพัก ส่วนฉากทัศน์อื่นที่เป็นไปได้คือ สถานการณ์จะคลี่คลายได้เร็วกว่านั้น ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ เพราะล่าสุดการประกาศหยุดยิงชั่วคราวก็ถือได้ว่าเป็นสัญญาณบวก อย่างไรก็ดีสถานการณ์อาจกลับมาลุกลามและยืดเยื้อกว่าที่คาดได้เช่นกัน ซึ่งผลกระทบอาจรุนแรงขึ้นไปอีก เพราะอาจมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานในการผลิตพลังงานเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกสูงค้างนาน อีกทั้งอาจเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบมากขึ้นในบางภาคการผลิต ทำให้เศรษฐกิจโลกและไทยได้รับผลกระทบรุนแรงขึ้นไปอีก
ทั้งนี้ ผลกระทบของสงครามจะส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยได้ในหลายช่องทาง ดังนี้
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิตและการขนส่ง :
ไทยพึ่งพิงการนำเข้าพลังงานที่ระดับ 7% ของ GDP ถือว่าเป็นระดับที่สูง ส่วนใหญ่ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ โดยมาจากตะวันออกกลางสูงถึง 60% และต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยยังไม่รวมถึงก๊าซธรรมชาติ LNG สำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ต้องพึ่งพิงจากตะวันออกกลางกว่า 23%
ผลกระทบทางตรงจากวิกฤตพลังงานนี้ก็คืออัตราเงินเฟ้อไทยจะเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและพลังงานที่เกี่ยวข้อง โดยสัดส่วนสินค้าพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อไทยอยู่ที่ 13% ส่วนผลกระทบระลอกต่อมาจากราคาน้ำมันและพลังงานที่สูงขึ้น คือ ราคาสินค้าและบริการอื่น ๆ ที่มีพลังงานเป็นวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ ค่าขนส่ง ราคาอาหารและสินค้าต่าง ๆ รวมถึงราคาปุ๋ยที่เกษตรกรต้องจ่าย ที่ผ่านมาเราเริ่มเห็นราคาข้าวของในหลายส่วนเพิ่มขึ้นแล้ว และแม้ไทยจะมีข้อได้เปรียบที่อัตราเงินเฟ้อก่อนสงครามเริ่มจากจุดตั้งต้นต่ำใกล้ 0% ซึ่งถือว่าต่ำมากหากเทียบกับประเทศอื่น แต่ด้วยราคาสินค้าที่ทยอยเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อไทยย่อมปรับสูงขึ้นและส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพและกำลังซื้อของประชาชน
ขณะเดียวกันภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูง เช่น ขนส่ง โรงแรม และวัสดุก่อสร้าง หรือธุรกิจที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในสัดส่วนสูง (อาทิ เม็ดพลาสติก สารเคมี และยางสังเคราะห์) เราเริ่มเห็นผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์พลาสติกและวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ทั้งแพงและหาได้ยากขึ้น ท้ายสุดย่อมกระทบกำไรธุรกิจ และธุรกิจที่มีกำไรบางจะยิ่งกระทบมาก ส่งผลต่อทั้งการลงทุนของภาคธุรกิจ และการจ้างงานรวมทั้งรายได้ของคนงานต่อไปได้
นักท่องเที่ยวยกเลิกจอง ส่งออกเผชิญปัญหาขนส่ง และอุปสงค์โลกชะลอ :
แรงส่งจากเครื่องยนต์ภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบแล้วเช่นกัน ปีนี้เดิมคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 35 ล้านคน แต่การปิดน่านฟ้าและยกเลิกเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวโดยตรง โดยเฉพาะชาวตะวันออกกลางและชาวยุโรปที่ต้องแวะเปลี่ยนเครื่อง บางส่วนก็ชะลอการเดินทางเพราะตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นและความเชื่อมั่นลดลง ซึ่งภาคใต้ของไทยน่าจะถูกกระทบมากกว่าพื้นที่อื่นเพราะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้สูง
โรงแรมภาคใต้ในฝั่งอันดามันและสมุยบางแห่งถูกยกเลิกจองห้องพักไปแล้วบางส่วน ขณะที่ชาวมาเลเซียที่นิยมขับรถมาเที่ยวชายแดนใต้เริ่มกังวลต่อการขาดแคลนน้ำมัน ทำให้เริ่มเห็นการยกเลิกจองห้องพักโรงแรมช่วงสงกรานต์แล้ว
ด้านการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอลง ส่วนหนึ่งเกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งและอุปสงค์โลกที่แผ่วลงจากต้นทุนที่สูงและคนลดการใช้จ่าย ขณะที่ค่าระวางเรือ (freight) เริ่มปรับสูงขึ้น และยังไม่นับรวมค่าธรรมเนียมความเสี่ยงภัยสงคราม (war risk surcharge) ในเส้นทางเดินเรือที่เสี่ยงภัย เช่น บริเวณตะวันออกกลางและทะเลแดง ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งทางเรือทั่วโลกลดลง แม้ไทยส่งออกไปตะวันออกกลางเพียง 4% แต่ผู้ส่งออกไทยหลายรายแจ้งว่าคู่ค้าในภูมิภาคอื่น ๆ ก็ชะลอการสั่งซื้อหรือส่งมอบสินค้าออกไปทั้งที่คู่ค้ายังมีความต้องการสินค้า ขอรอดูให้สถานการณ์สงครามดีขึ้นก่อน
อีกช่องทางสำคัญคือ “ความเชื่อมั่นที่ลดลง” ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงและชะลอการลงทุน อีกทั้งคาดว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะเริ่มลดลงและกระทบการจับจ่ายใช้สอยในที่สุด
เตรียมรัดเข็มขัดรับแรงกระแทก “Fasten your seat belt” :
แม้จะยังมองไม่ออกว่าสงครามจะจบท่าไหน สิ่งสำคัญกว่าคือ การเตรียมพร้อม ซึ่งเราจะพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ขึ้นกับการปรับตัวและการรับมือของทุกฝ่าย อย่างที่ผู้นำหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียออกมาบอกว่าทุกคนต้องร่วมมือกัน ซึ่งภาครัฐของไทยต้องดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบให้ภาคธุรกิจและภาคประชาชน
ด้านภาคการเงิน ธปท.ได้ดูแลเสถียรภาพการเงิน เพื่อให้การทำธุรกรรมต่าง ๆ ยังดำเนินได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะตลาดการเงินที่ความผันผวนเพิ่มขึ้นสูง และการดูแลลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อปรับนโยบายให้เหมาะสมและทันท่วงที โดยอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือเพิ่มเติมด้วย
การเตรียมรับมือในระดับธุรกิจและบุคคลก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสงครามครั้งนี้จะกระทบประชาชนโดยตรงผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น รวมถึงธุรกิจก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น และมีโอกาสที่รายได้จะลดลง ในสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นนี้ “การปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน และการสร้างวินัยการใช้จ่ายเพื่อให้มีเงินออมฉุกเฉิน” จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย
ท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านในการฝ่าฟันความยากลำบากครั้งนี้ไปด้วยกัน พร้อมรับมือปรับตัวอย่างมีสติและมั่นคง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 20 เมษายน 2569

