ศุภจี นำทีม หอค้าไทย รุกจัด Thailand–U.S. Trade & Investment Forum เพิ่มการค้า-ลงทุน
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการนำคณะภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน SelectUSA Investment Summit 2026 ณ สหรัฐอเมริกา ว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมถึงภาคเอกชนไทยทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจในรูปแบบ “Team Thailand+” อย่างเข้มแข็งและเป็นรูปธรรม
การเดินทางครั้งนี้ นำโดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายปานปรีย์ พหิทธานุกร ประธานคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจาก ดร.สุริยา จินดาวงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชนไทยในการผลักดันเศรษฐกิจและการลงทุนในเวทีโลก

นายพจน์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมงาน คณะผู้แทนไทยได้มีโอกาสหารือกับทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และองค์กรธุรกิจสำคัญของสหรัฐในหลายมิติ ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่ โดยเฉพาะการประชุมร่วมกับ หอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce) และ หอการค้าอเมริกันในประเทศไทย (AMCHAM Thailand) ในช่วงวันสุดท้ายของภารกิจ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น
“ภาคเอกชนไทยมีความตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสมดุลทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างสองประเทศ โดยนอกจากการส่งออกแล้ว ไทยยังมีแนวทางในการเพิ่มความร่วมมือด้านการลงทุน และเร่งการนำเข้าสินค้าเกษตรและวัตถุดิบจากสหรัฐมากขึ้น รวมถึงร่วมกันชี้แจงข้อมูลในประเด็นต่าง ๆ เพื่อให้ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย และสหรัฐมีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้นในระยะยาว” ดร.พจน์ กล่าว
สำหรับที่ทางคณะฯ ได้ไปเป็นสักขีพยานของการลงนามความร่วมมือในการซื้อข้าวโพด ระหว่างภาคเอกชนทั้ง 2 ประเทศนั้น สำหรับผู้นำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐนี่ สามารถนำข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์หรือ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าของไทย และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการผลิตของไทยได้ ในส่วนนี้นอกจากจะช่วยเสริมเรื่องดุลการค้าแล้วยังถือว่าเป็นการในการสร้างเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารสัตว์ ที่ได้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อเพิ่มทางเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานสากล
เพราะปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศก็ไม่สามารถผลิตได้ตามปริมาณที่ต้องใช้อยู่แล้ว จำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพดจากประเทศเพื่อนบ้านมาเสริม ซึ่งส่วนนี้ก็ทำให้เกิดปัญหา PM 2.5 จากการเผาของประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนั้นถ้าอาหารสัตว์ที่นำเข้ามานั้นมีปัญหาการเผาป่า หรือ high carbon อาจจะกระทบต่อ การส่งออกไก่ กุ้งและปลาเลี้ยง โดยเฉพาะไปยังตลาดสหภาพยุโรป ตลาดสหรัฐฯ ที่จำเป็นต้องใช้อาหารสัตว์ที่ได้มาตรฐานสากล และมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่สามารถตรวจสอบแหล่งผลิตได้
ทั้งนี้ งาน SelectUSA Investment Summit 2026 ในปีนี้ ถือเป็นหนึ่งในเวทีด้านการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยได้ตัวเลขทางการว่าครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมกว่า 5,500 คน จากมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนต่างชาติกว่า 2,700 ราย และหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนจากทั้ง 55 รัฐและดินแดนของสหรัฐเข้าร่วมอย่างคึกคัก สะท้อนการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เข้มข้นมากขึ้น
โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวว่า งานในปีนี้สามารถสร้างมูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวเนื่อง (investment commitments and pipeline) ได้มากกว่า 56 billion USD หรือราว 2 ล้านล้านบาท ซึ่งตอกย้ำบทบาทของสหรัฐในฐานะศูนย์กลางการลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของโลก
นายพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรสหรัฐ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมโยงไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เตรียมร่วมกับพันธมิตรภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ (USCC และ AMCHAM) จัดงาน Thailand–U.S. Trade & Investment Forum 2026 ในวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ ประเทศไทย เพื่อสานต่อผลลัพธ์จากการเข้าร่วมงาน SelectUSA และเปิดเวทีหารือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสหรัฐในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นายพจน์ กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน SelectUSA 2026 ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของ “Team Thailand+” ที่ทุกภาคส่วนสามารถทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 11 พฤษภาคม 2569

