บีโอไอชูไทย "ฮับลงทุนโลก" เหนือคู่แข่งอาเซียน มั่นใจโครงสร้างพื้นฐานพร้อม
KEY POINTS :
* บีโอไอชี้จุดแข็งของไทยที่เหนือกว่าคู่แข่งคือความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและมีศักยภาพด้านพลังงานสะอาด รวมถึงระบบโลจิสติกส์และนิคมอุตสาหกรรมที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
* ไทยมีความได้เปรียบด้านซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งและครบวงจร พร้อมด้วยบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเลือกเป็นฐานการผลิต
* สถานะความเป็นกลางของประเทศเป็นจุดเด่นสำคัญที่ดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก เนื่องจากนักลงทุนมองว่าไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งและสามารถทำธุรกิจได้กับทุกประเทศ
เศรษฐกิจเวียดนามปี 2568-2569 เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8% ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่โตสูงที่สุดในอาเซียน
โดยได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิต (FDI) โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, สมาร์ทโฟน (Samsung/Apple), และการส่งออกที่แข็งแกร่ง มีการเติบโตที่จับต้องได้จริงจากการขยายตัวของชนชั้นกลาง และตั้งเป้าพ้นรายได้ต่ำ
ต่อเรื่องดังกล่าวนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) กล่าวให้ควมเห็นว่า ในความเป็นจริงคู่แข่งของไทยมีหลายประเทศ โดยปัจจุบันนักลงทุนมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งที่ไทยสามารถดึงการลงทุนเข้ามาในประเทศได้ไม่ใช่เรื่องง่าย บางบริษัทต้องใช้เวลา 2-3 ปีกว่าจะสำเร็จ

ทั้งนี้ เนื่องจากนักลงทุนเวลาที่จะเลือกลงทุนที่ใด จะต้องมีการศึกษา ละเปรียบเทียบแต่ละประเทศ โดยจุดแข็งที่ทำให้นักลงทุนเลือกไทย เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม ซึ่งเรื่องไฟฟ้าคือเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งไฟฟ้าแบบปัจจุบัน และพลังงานสะอาด โดยไทยมีความเสถียร และมีศักยภาพเรื่องพลังงานสะอาด
รวมถึงมีนิคมอุตสาหกรรมที่พร้อมกระจายอยู่ทั่วประเทศ มีระบบคมนาคมขนส่ง หรือโลจิสติกส์ที่ดี มีบุคคลากรที่มีคุณภาพ และมีซัพพายเชนที่ค่อนข้างพร้อม
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ และความเป็นกลาง ซึ่งถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก โดยนักลงทุนจะมองว่าไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ซึ่งการมาลงทุนในไทยสามารถทำธุรกิจได้กับทั่วโลก โดยจะเห็นได้จากการลงทุนไม่ว่าจะเป็นจากสหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป และญี่ปุ่นยังคงใช้ไทยเป็นฐานหลัก ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าไทยมีถานะที่เป็นกลาง และเป็นมิตรกับทุกประเทศ
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

