OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง
OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก สร้างแรงกระแทกด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต พร้อมเตือนหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงปี 2027 การเติบโตทั่วโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.8%
องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ หลังจากที่สร้างผลกระทบให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงาน (Energy Shock) ซึ่งกำลังผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ
OECD ระบุว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ต้องจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภายใต้ 2 สมมติฐานหลัก ได้แก่
1)กรณีความขัดแย้งจำกัดระยะเวลา (Time-Limited Disruption)
สถานการณ์พลังงานและการค้าของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทยอยกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่กลางปี 2026 และทำให้ผลกระทบด้านอุปทานพลังงานค่อยๆ คลี่คลาย
2)กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged Disruption)
การหยุดชะงักของการผลิตและส่งออกพลังงานในภูมิภาคยังดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 จะส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านอุปทานรุนแรงขึ้น และภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยาวนานกว่าเดิม
เตือนต้นทุนเศรษฐกิจจะสูงขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ :
Mathias Cormann เลขาธิการ OECD กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกลับอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
เขาระบุว่า ยิ่งการหยุดชะงักดำเนินต่อไปนานเท่าใด ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พร้อมเสนอแนะว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือทางการคลัง ควรเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มและมีระยะเวลาจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และยังคงแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรเร่งยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างการเติบโตและผลิตภาพในระยะยาว
เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.8% ในปี 2026 :
ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งคลี่คลายในระยะเวลาอันเหมาะสม OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.4% ในปี 2025 เหลือ 2.8% ในปี 2026 ก่อนฟื้นกลับสู่ระดับ 3.1% ในปี 2027
สำหรับประเทศเศรษฐกิจหลัก OECD ประเมินว่า
* สหรัฐอเมริกา จะขยายตัว 2.0% ในปี 2026 และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2027
* ประเทศกลุ่มยุโรป เติบโต 0.8% ในปี 2026 ก่อนเร่งขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2027
* จีนจะเติบโต 4.5% ในปี 2026 และชะลอลงเป็น 4.3% ในปี 2027
หากวิกฤตยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเหลือ 1.8% :
OECD เตือนว่า หากปัญหาการผลิตและการส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น
ในกรณีดังกล่าว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 โดยผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร
ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จะเติบโตเพียง 0.9% ในปี 2026 และ 0.5% ในปี 2027 ต่ำกว่ากรณีสถานการณ์คลี่คลายซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1.5% และ 1.7% ตามลำดับ
เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง :
OECD ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการเกษตรและราคาอาหาร
ในกรณีความขัดแย้งคลี่คลายภายในระยะเวลาจำกัด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G20 จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2025 เป็น 4.0% ในปี 2026 ก่อนลดลงสู่ 3.1% ในปี 2027 เมื่อแรงกดดันด้านพลังงานและอาหารเริ่มบรรเทา
อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงกว่าประมาณการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ
แนะรัฐบาลลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า :
Stefano Scarpetta หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD กล่าวว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือหลายด้านในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงาน โดยเฉพาะต่อครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า โลกจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเปราะบางต่อวิกฤตในอนาคต
OECD ยังแนะนำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและลดความเสี่ยงจากแรงกระแทกด้านพลังงานในระยะยาว
ที่มา the standard
วันที่ 3 มิถุนายน 2569

