Butterfly Strategy ยุทธศาสตร์ใหม่ของแอฟริกาใต้ท่ามกลางสงครามการค้า
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลแอฟริกาใต้ได้หยิบยก “Butterfly Strategy” กลับมาชี้แจงต่อรัฐสภาอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการประเมินของรัฐบาลว่าระบบการค้าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่อาศัยกรอบการค้าพหุภาคีเป็นหลัก ไปสู่สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ประเทศมหาอำนาจหันมาใช้มาตรการกีดกันทางการค้า นโยบายอุตสาหกรรม และมาตรการด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือมากขึ้น ท่ามกลางบริบทดังกล่าว แอฟริกาใต้มองว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเปิดมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบมากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าให้มีความยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
นาง Xolelwa Mlumbi Peter รองอธิบดีด้านการค้าของกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการแข่งขันของแอฟริกาใต้ ระบุว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการใช้มาตรการทางการค้าแบบฝ่ายเดียวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่นาย Zuko Godlimpi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าฯ กล่าวว่า มาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจยังส่งผลให้เกิดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม และผลักดันให้สินค้าราคาต่ำจำนวนมากไหลเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลต้องพิจารณาใช้มาตรการปกป้องทางการค้า (Trade Remedies) เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุ้มครองภาคการผลิตภายในประเทศ
รัฐบาลแอฟริกาใต้ประเมินว่า รูปแบบการพึ่งพาตลาดดั้งเดิม เช่น สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ประเทศก็ไม่สามารถแยกตัวออกจากระบบเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้ Butterfly Strategy จึงถูกออกแบบบนหลักการเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ (Resilience) ผ่านการกระจายความเชื่อมโยงไปยังหลายตลาด หลายห่วงโซ่อุปทาน และหลายศูนย์กลางเศรษฐกิจ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาประเทศหรือภูมิภาคใดมากจนเกินไป
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้
1)การใช้แอฟริกาเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ผ่านกรอบความร่วมมือ เช่น AfCFTA และ SACU รวมถึงการพัฒนาห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค (Regional Value Chains) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การผลิตแบตเตอรี่ และแร่สำคัญ (Critical Minerals) เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและเพิ่มการสร้างมูลค่าในภูมิภาคมากขึ้น ปัจจุบันมูลค่าการส่งออกของแอฟริกาใต้ภายใต้ AfCFTA อยู่ที่ประมาณ 2.6 พันล้านแรนด์ ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มการส่งออกไปยังตลาดในทวีปแอฟริกาให้แตะระดับ 1.1 ล้านล้านแรนด์ภายในปี 2573
2)การกระจายตลาดไปยังภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน อินเดีย และอาเซียน เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของประเทศตะวันตกและสร้างพื้นที่รองรับการส่งออกใหม่ ความเคลื่อนไหวล่าสุดสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในเชิงปฏิบัติมากขึ้น เช่น การที่จีนเริ่มใช้อัตราภาษีศุลกากรร้อยละ 0 สำหรับสินค้าจากแอฟริกาใต้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 รวมถึงการปรับปรุงพิธีสารด้านสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกส้มไปยังจีน และการเร่งสร้างความเชื่อมโยงด้านสินค้าเกษตรกับตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน ไทย และประเทศสมาชิกอาเซียน
3)การใช้มาตรการปกป้องทางการค้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศและการจ้างงาน โดยรัฐบาลแอฟริกาใต้ประเมินว่า เมื่อประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เพิ่มมาตรการกีดกันทางการค้า สินค้าจากประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ที่ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดเดิมได้ อาจไหลเข้าสู่ตลาดปลายทางอื่นมากขึ้น จนส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตภายในประเทศ ด้วยเหตุนี้ มาตรการปกป้องทางการค้าจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคนิค แต่ถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานและความมั่นคงทางอุตสาหกรรม เช่น เหล็กและยานยนต์
แม้ Butterfly Strategy จะเริ่มแสดงผลในหลายมิติ โดยแอฟริกาใต้ยังสามารถรักษามูลค่าการส่งออกโดยรวมไว้ที่ประมาณ 2.1 ล้านล้านแรนด์ และตลาดแอฟริกายังคงเป็นปลายทางส่งออกสำคัญที่สุด คิดเป็นร้อยละ 26.7 ของการส่งออกทั้งหมด ตามมาด้วยสหภาพยุโรป จีน และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งต้นทุนโลจิสติกส์ ระบบพลังงาน ความพร้อมของระบบศุลกากรภายใต้ AfCFTA และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ
ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการปกป้องทางการค้าอย่างเข้มข้นควบคู่ไปกับการเปิดตลาดใหม่ ความสมดุลระหว่างการเปิดเศรษฐกิจและการคุ้มครองผลประโยชน์ภายในประเทศจึงยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของ Butterfly Strategy ในระยะปัจจุบัน และเป็นประเด็นที่ไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด (ข้อมูล: สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพริทอเรีย, เรียบเรียงโดย: ศูนย์ธุรกิจสัมพันธ์)
ที่มา globthailand
วันที่ 12 มิถุนายน 2569

