ไทยเร่งเครื่องสู่ OECD ปลดล็อกเศรษฐกิจแสนล้าน ชู 'นิติธรรม' ฟื้นเชื่อมั่น
KEY POINTS :
* ไทยตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ภายในปี 2571 โดยชู "หลักนิติธรรม" เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับมาตรฐานและฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุน
* การปฏิรูปกฎระเบียบที่ซับซ้อนและล้าสมัยกว่า 100,000 ฉบับ ถูกมองว่าสามารถปลดล็อกมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ถึง 1.35 แสนล้านบาท และลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ
* การเข้าร่วม OECD ถูกมองว่าเป็นกลไกเร่งการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศ เช่น เศรษฐกิจนอกระบบ และความเหลื่อมล้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก และความจำเป็นในการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ หนึ่งในภารกิจสำคัญที่รัฐบาลกำลังผลักดันคือ การนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ภายในปี 2571
แม้หลายคนอาจมองว่า OECD เป็นเพียงองค์กรระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจที่รวมกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย การเข้าร่วมเป็นสมาชิกครั้งนี้ถูกมองว่าเป็น “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการบริหารประเทศ ปรับปรุงกฎระเบียบ และสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก


ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นหารืออย่างเข้มข้นในงาน Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026 : Competitiveness and OECD Readiness ซึ่งรวบรวมผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้นำภาคธุรกิจมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทยภายใต้กรอบมาตรฐาน OECD โดยมีข้อสรุปร่วมกันว่า “หลักนิติธรรม” หรือ Rule of Law คือหัวใจสำคัญที่จะกำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศในทศวรรษข้างหน้า
“หลักนิติธรรม” โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น :
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ กรรมการกำกับการดำเนินงานในการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยมักให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มองเห็นได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน รถไฟ สนามบิน ท่าเรือ หรือระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือ ปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ “Invisible Infrastructure” หรือ โครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น ซึ่งหมายถึงระบบกฎหมาย หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลของประเทศ
ดร.กิตติพงษ์ได้เปรียบเทียบประเทศไทยกับสมาร์ทโฟนเครื่องหนึ่ง โดยระบุว่า ประเทศไทยมี “ฮาร์ดแวร์” ที่ค่อนข้างพร้อม ทั้งระบบคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานด้านกายภาพ ขณะเดียวกันก็มี “แอปพลิเคชัน” หรือกฎหมายใหม่ๆ ที่พยายามปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ
แต่สิ่งที่ยังเป็นจุดอ่อนสำคัญคือ “ระบบปฏิบัติการ” หรือ Operating System (OS) ซึ่งเปรียบได้กับหลักนิติธรรมและกลไกการบังคับใช้กฎหมาย
“หากระบบปฏิบัติการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้ฮาร์ดแวร์ทันสมัยเพียงใด หรือมีกฎหมายที่ดีมากแค่ไหน ระบบทั้งหมดก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ”ดร.กิตติพงษ์กล่าว
ปลดล็อกต้นทุนแฝงทางเศรษฐกิจ 1.35 แสนล้าน :
หนึ่งในปัญหาเรื้อรังที่ภาคธุรกิจสะท้อนมาโดยตลอดคือ ความซับซ้อนของกฎระเบียบและระบบอนุญาตต่าง ๆ ที่สร้างต้นทุนจำนวนมหาศาลให้กับผู้ประกอบการ ข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีเสวนาระบุว่า ประเทศไทยมีกฎหมายลำดับรองมากกว่า 100,000 ฉบับ และมีใบอนุญาตมากกว่า 3,000 ประเภท ซึ่งหลายส่วนมีความซ้ำซ้อน ล้าสมัย หรือไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

ดร.กิตติพงษ์ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถปฏิรูปกฎระเบียบให้มีความโปร่งใส ใช้งานง่าย และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จะสามารถลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากถึง 135,000 ล้านบาท และยังช่วยลดโอกาสในการใช้ดุลพินิจ ลดช่องว่างของการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐอีกด้วย
เศรษฐกิจไทยยังติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้าง :
นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะตัวแทนภาคธุรกิจและภาคการเงินกล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง มีทำเลที่ตั้งที่ได้เปรียบ และมีภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้านที่สะสมมาเป็นเวลานาน หนึ่งในปัญหาสำคัญคือ ขนาดของเศรษฐกิจนอกระบบที่ยังอยู่ในระดับสูง
ข้อมูลจากธนาคารโลกสะท้อนว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ส่งผลให้แรงงานนอกระบบมีสัดส่วนถึง 55% ของกำลังแรงงานทั้งหมด
ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงส่งผลต่อประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนถึง ความไม่สมดุลของระบบภาษีและสวัสดิการของประเทศ โดยปัจจุบันมีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพียง 11.2 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และในจำนวนนั้นมีผู้เสียภาษีจริงเพียงประมาณ 4 ล้านคนเท่านั้น
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการกระจุกตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน โดยมีผู้ประกอบการเพียง 1% ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของ GDP ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 99% กลับเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี และโอกาสทางธุรกิจ ส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ
“ปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสขยายธุรกิจในต่างประเทศมากกว่าการลงทุนภายในประเทศ”
“หลักนิติธรรม” ซอฟต์แวร์สำคัญของระบบเศรษฐกิจ :
ประธานสมาคมธนาคารไทยระบุว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เรื่องเฉพาะของกระบวนการยุติธรรมหรือวงการกฎหมายเท่านั้น แต่เป็น “ซอฟต์แวร์” ที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากประเทศมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง นักลงทุนจะมีความเชื่อมั่นในกติกา การบังคับใช้กฎหมาย และความโปร่งใสของภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุน การสร้างธุรกิจใหม่ และการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ในทางกลับกัน หากกฎหมายขาดความชัดเจน มีการบังคับใช้ที่ไม่สม่ำเสมอ หรือมีช่องว่างให้เกิดการใช้ดุลพินิจเกินความจำเป็น ก็จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพิ่มต้นทุน และเปิดช่องให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายขึ้น
นายผยงชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญภาวะ Regulatory Overload หรือการมีกฎระเบียบจำนวนมากเกินความจำเป็น จนกลายเป็นภาระต่อผู้ประกอบการและเป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ
กฎระเบียบที่ซับซ้อนและล้าสมัยไม่เพียงทำให้การดำเนินธุรกิจมีต้นทุนสูงขึ้น แต่ยังส่งผลให้กระบวนการภาครัฐขาดความคล่องตัว และกลายเป็นปัจจัยที่ลดทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ปฏิรูปกฎระเบียบ วาระเร่งด่วนของประเทศ :
ภาคเอกชนในนามคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงผลักดันแนวคิด Regulatory Transformation หรือการปฏิรูปกฎระเบียบครั้งใหญ่ เพื่อปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจยุคใหม่ ภายใต้ข้อเสนอ “Vibrant Thailand”
ภาคธุรกิจมองว่า การลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน การเพิ่มความโปร่งใส และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันสมัย จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันได้มากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจของประเทศโดยรวม
การปฏิรูปดังกล่าวยังเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งให้ความสำคัญอย่างมากกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของภาครัฐ

สร้างประเทศไทยให้เป็น“ตัวเลือกแรก” :
นายผยงมองว่า การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่ภารกิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้แนวทางแบบองค์รวม หรือ Holistic Approach ที่เชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง และภาคประชาสังคมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางการปฏิรูปประเทศ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่นายผยงเน้นย้ำ คือ การทำให้ประเทศไทยกลายเป็น “Preferred Choice” หรือประเทศที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความไว้วางใจและเลือกเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในการลงทุน ในยุคที่การแข่งขันดึงดูดการลงทุนระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น
ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนแรงงานหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของสถาบัน ความโปร่งใสของภาครัฐ และความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย
หากประเทศไทยสามารถยกระดับมาตรฐานเหล่านี้ได้ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพมากขึ้น
OECD คือ “กระบวนการปฏิรูป”ไม่ใช่แค่สมาชิก :
ด้านดร.ธัชไท กีรติพงษ์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)ย้ำว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองว่า เป็นเพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ หัวใจสำคัญของกระบวนการนี้คือ การใช้มาตรฐาน OECD เป็น “ตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง” หรือ Catalyst เพื่อยกระดับการบริหารประเทศในทุกมิติ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การได้ชื่อว่า เป็นสมาชิก OECD แต่คือการเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของประเทศให้lอดคล้องกับมาตรฐานสากล ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 6 จากทั้งหมด 10 ขั้นตอนของกระบวนการสมัครสมาชิก โดยกำลังเข้าสู่ช่วงการตรวจประเมินเชิงเทคนิค หรือ Technical Review ซึ่งเป็นช่วงที่หน่วยงานภาครัฐต้องทบทวนกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการทำงานของตนเองให้เป็นไปตามมาตรฐาน OECD
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 12 มิถุนายน 2569

