อาเซียน-จีน’ ดัน AI ‘พลิกโฉมสื่อ’ เชื่อมความเข้าใจระหว่างประชาชน
กรุงเทพธุรกิจได้เข้าร่วมงานประชุม “2026 ASEAN-China Media Corporation Forum” งานประชุมที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อระหว่างอาเซียนและจีน ในยุคที่สื่อกำลังขับเคลื่อนด้วยเอไอทั่วโลก
ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สื่อถือเป็นภาคส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับประชาชน และการจะช่วยให้ประชาชนทั้งสองฝ่ายสื่อสารและเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นนั้น ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ถือเป็นเครื่องมือที่มีความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน
กรุงเทพธุรกิจได้เข้าร่วมงานประชุม “2026 ASEAN-China Media Corporation Forum” งานประชุมที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านสื่อระหว่างอาเซียนและจีน จัดโดยศูนย์อาเซียน-จีน (เอซีซี) ร่วมกับกลุ่มบริษัทสื่อสารระหว่างประเทศจีน (ซีไอซีจี)
อิน เจี๋ย รองบรรณาธิการบริหารซีไอซีจีกล่าวว่า เนื่องในวาระครบรอบ 5 ปี ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านระหว่างอาเซียนและจีน ท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีดิจิทัลและความต้องการพัฒนาพลังการผลิตรูปแบบใหม่ของจีน (New Quality Productive Forces) จึงจัดงานฝึกอบรมสื่อ และงานประชุมความร่วมมือสื่ออาเซียน-จีน เพื่อให้สื่อทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความรู้เชิงปฏิบัติร่วมกัน โดยเฉพาะการปรับใช้เอไอ

อิ๋น เจี๋ย ย้ำว่า สื่อมีทำหน้าที่สำคัญในการเป็นสะพานเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างกัน และทลายกำแพงทางภูมิศาสตร์และภาษา ฝ่ายจีนพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บทดิจิทัลอาเซียนปี 2025 ขณะเดียวกันก็จะส่งเสริมการใช้เอไอในด้านที่ดี มีประโยชน์ และมีความรับผิดชอบ เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลในภูมิภาคและลดต้นทุนการผลิตเนื้อหาข้ามพรมแดน รวมถึงสร้างระบบนิเวศการสื่อสารอัจฉริยะร่วมกัน
ณภษร ภูวบริรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลและประชาสัมพันธ์ ศูนย์อาเซียน-จีน ณ กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งศูนย์ในปี 2018 งานอบรมและงานประชุมสื่ออาเซียน-จีน ได้กลายเป็นโครงการประจำปีที่สำคัญ และเมื่อปีที่แล้วเอซีซีและซีไอซีจี ได้ร่วมกันเปิดตัว “ข้อริเริ่มร่วมเพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลในระบบนิเวศสื่ออาเซียน-จีน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเอไอ” ซึ่งภายใต้ข้อริเริ่มดังกล่าว ศูนย์ฯ ได้จัดโครงการที่เป็นรูปธรรมหลายโครงการ รวมถึงโครงการฝึกอบรมสื่อและงานประชุมระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย. 2026 เพื่อเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนด้านสื่อและส่งเสริมความร่วมมือในการประยุกต์ใช้เอไอในงานสื่อ
✅ เอไอในสื่อจีน
ผศ.ดร. ซินซิน หลิว จากมหาวิทยาลัยการสื่อสารจีน และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการสื่อสารนอร์ดิกของสถาบันระหว่างประเทศและการศึกษาการสื่อสารระดับภูมิภาค (เอไออาร์ซีเอส) กล่าวว่า ปัจจุบัน เอไอมีบทบาทมากในการทำงานสื่อ เป็นตัวช่วยทั้งด้านการเขียน การพูด และการสร้างอวตาร หรือบุคคลจำลองเสมือนจริง
อย่างไรก็ตาม หลิวกล่าวว่า ไอเอเพื่อการเขียนนั้นไม่ได้แย่งงานนักข่าว แต่เป็นผู้ช่วยในยามที่นักข่าวเหนื่อยล้า และด้วยกระแสเอไอชนิดนี้กำลังมาแรง มีคาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดเอไอเพื่อการเขียนของโลกอาจแตะถึงหลักพันล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ นอกจากงานเขียนทั่วไปแล้ว ในปีนี้ไชนามีเดียกรุ๊ปได้เปิดตัวช่องเอไอครั้งแรกของโลก ช่องดังกล่าวได้ผลิตละครสั้นเรื่อง “Chinese Myths” ซึ่งใช้เอไอทำงานทั้งหมด ตั้งแต่ใช้เขียนสคริปต์และตัดต่อ
สำหรับเอไอเพื่อการพูด อาจารย์หลิวกล่าวถึงเอไอช่วยแปล ซึ่งช่วยทลายกำแพงภาษา และปัจจุบันสื่อในประเทศจีนปรับใช้เอไอเพื่อแปลคอนเทนต์ภาษาจีนเป็นภาษาต่างชาติอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะภาษาในอาเซียนและมีความแม่นยำในการแปลเป็นภาษาท้องถิ่นของอาเซียนอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
“เมื่อมีเอไอช่วยแปลภาษา ทำให้การเผยแพร่สื่อเรื่องเดียว สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากถึง 500 ล้านคน ในขณะที่ต้นทุนการผลิตอาจอยู่ที่ราว ๆ 0.5-2 ดอลลาร์ต่อนาที ซึ่งลดต้นทุนได้มากถึง 90%” หลิว กล่าว
ส่วนเอไอบุคคลเสมือนจริง ในจีนก็นิยมใช้อย่างแพร่หลาย สื่อบางสำนักในจีนใช้เอไออ่านข่าวในลักษณะที่มีหน้าตาและท่าทางคล้ายผู้ประกาศข่าวที่มีชีวิตจริงๆ เพื่อแบ่งเบาภาระผู้ประกาศข่าวในยามป่วย หรือลาพักร้อน นอกจากนี้ในด้านบันเทิงยังมีการสร้างเอไอเสมือนจริงในรูปแบบนักร้อง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในโลกออนไลน์ เนื่องจากเอไอสามารถร้องเพลงและแสดงสีหน้าได้เหมือนมนุษย์จริงมาก
ในด้านการท่องเที่ยว เอไอก็เข้ามามีบทบาทไม่น้อย บางสถานที่ท่องเที่ยวโปรโมตคลิปท่องเที่ยวโดยการใช้เอไอสร้างภาพจำลองโบราณจากแบบพุพังในปัจจุบันเป็นภาพในอดีตที่เคยสวยงาม และใช้เอไอช่วยแปลภาษาและใส่ซับไตเติลในวิดีโอโปรโมตเพื่อเข้าถึงต่างชาติมากขึ้นด้วย
หลิวเล่าว่า หลังจากฝ่ายการท่องเที่ยวของเมืองลั่วหยางปรับใช้เอไอช่วยโปรโมตคลิปด้านการท่องเที่ยวในปี 2025 ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นราว 8 เท่าจากปีก่อนหน้า
✅ ระวังการใช้เอไอ
อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้าน หลิวกล่าวว่าข้อมูลและข่าวสารเท็จจากเอไอยังมีอยู่มาก เศรษฐกิจโลกเสียหายจากเฟกนิวส์มากถึง 78,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่อาจารย์ยังคงมองว่าเอไอไม่ใช่ตัวปัญหาอย่างเดียว เพราะมันสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้
หลิว บอกว่าสำนักข่าวซีซีทีวีของจีนได้เปิดตัวระบบเอไอที่สามารถตรวจจับคอนเทนต์ที่ถูกดัดแปลงได้ โดยระบบดังกล่าวจะวิเคราะห์วิดีโอเฟรม ตรวจสอบความไม่สอดคล้องกัน และระบุความเป็นไปได้ว่าอาจมีภาพปลอมแปลง (Deepfake) ซึ่งการมีข้อริเริ่มด้านธรรมาภิบาลในระบบนิเวศสื่ออาเซียน-จีน จะมีส่วนช่วยตรวจจับเฟกนิวส์ในภูมิภาคได้ครอบคลุมมากขึ้น หากเฟกนิวส์เรื่องใดเรื่องหนึ่งปรากฏในประเทศสมาชิก ระบบเอไอของประเทศต่างๆ จะสามารถช่วยยืนยันและแจ้งเตือนผู้ชมเนื้อหาเหล่านั้นได้ แต่อาจารย์หลิวไม่ได้เผยรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบข้ามพรมแดนว่ามีการทำงานอย่างไร

นอกจากเฟกนิวส์แล้ว เอไอยังมีความเสี่ยงอื่นๆ อีก เช่น ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล เพราะสื่อขนาดใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากกว่าสื่อขนาดเล็ก ขณะที่เอไอส่วนใหญ่เรียนรู้จากข้อมูลจากฝั่งตะวันตก ทำให้ขาดความเข้าใจบริบทท้องถิ่นของภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเรื่องศาสนาและวิถีชีวิต และเอไอบางตัวมีอาการหลอน (AI Hallucination)
เพื่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป รวมถึงคนทำงานสื่อใช้เอไอได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลิว กล่าวว่า มหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งชาติจีนจึงปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้นักศึกษาสามารถปรับใช้เอไอและฝึกใช้เอไออย่างสร้างสรรค์และมีคุณภาพ
สำหรับความร่วมมือกับอาเซียน จีนเพิ่งก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมอุตสาหกรรมเอไออาเซียน-จีน เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งให้ความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเอไอ การสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมเอไอ การกำกับดูแลเอไอ และการสร้างขีดความสามารถด้านเอไอ
✅ แนะร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์
ด้านดร.ชูเหวิน จ้าว ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย จากศูนย์วิจัยการรวมข่าวกรอง สถาบันปินเจียงของมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง แนะว่าโครงสร้างการกำกับดูแลเอไอที่น่าเชื่อถือต้องมีองค์ประกอบ 4 อย่าง ได้แก่ 1.มีคลังข้อมูลที่เชื่อถือได้ 2.มีเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ 3.มีเนื้อหาที่เชื่อถือได้ และ 4.มีระบบนิเวศที่เชื่อถือได้
จ้าว กล่าวว่า เอไอกำลังกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางวัฒนธรรม” จีนและอาเซียนควรมีความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ใน 4 ด้านเพื่อการทำงานด้านสื่อร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และเข้าใจกันและกันมากขึ้น ได้แก่
1)สร้างคลังข้อมูลหลายภาษา
2)พัฒนาโมเดลเอไอระดับภูมิภาค
3)กำหนดมาตรฐานการประเมินร่วมกัน และ
4)วางกรอบการกำกับดูแล
อย่างไรก็ตาม จ้าวย้ำว่า เป้าหมายนี้ไม่ใช่แค่การสร้างโมเดลเอไอที่ใหญ่ที่สุด แต่คือการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุม และเคารพในความหลากหลายทางวัฒนธรรมของภูมิภาค
✅ แลกเปลี่ยนการทำงาน :
ในงานประชุม 2026 ASEAN-China Media Corporation Forum มีเวทีเสวนาที่เปิดโอกาสให้สื่อจีนและสื่ออาเซียนได้แลกเปลี่ยนและแนะนำแนวทางการทำงานสื่อไว้อย่างน่าสนใจ
หวง ฉีหวัง ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Chinese Headline News กังวลว่า แม้ชาวจีนค่อนข้างเข้าใจอาเซียนผ่านรายงานที่มีความตรงไปตรงมา แต่ชาวอาเซียนจำนวนมากยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับจีนล้าหลัง ปัญหานี้เกิดจากความไม่เท่าเทียมกันของข้อมูลและการพึ่งพาช่องทางสื่อสารจากนอกภูมิภาคที่อาจมีข้อมูลคลาดเคลื่อน สื่อจีนและอาเซียนจึงต้องร่วมกันสร้างระบบกระจายข่าวสารในภูมิภาคที่เป็นอิสระ ไม่ผูกขาด ทลายกำแพงอคติ และให้ “ข้อเท็จจริง” เป็นตัวพูด ส่งต่อเสียงที่สมเหตุสมผลและเป็นกลางสู่สังคมโลก
ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เจ้าของเพจ ‘อ้ายจง’ มองว่าสื่อตะวันตกมักนำเสนอภาพลักษณ์ของจีนผ่านมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นหลัก จึงอยากให้คนไทยรับข้อมูลข่าวสารโดยตรงจากจีนมากขึ้น สำหรับการปรับใช้เทคโนโลยี ภากรใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์รูปแบบความคิดเห็น และติดตามหัวข้อที่กำลังเป็นกระแส เพื่อทำความเข้าใจว่าคนไทยสงสัยหรือสับสนเรื่องใดเกี่ยวกับจีน เพื่อใช้กำหนดทิศทางในการนำเสนอ พร้อมย้ำการใช้เอไอช่วยทำงานมนุษย์ต้องตรวจสอบความถูกต้องก่อนเผยแพร่ทุกครั้ง
เฟดเดอริก มิแรนดา นาเซด บรรณาธิการบริหาร ฝ่ายภูมิภาคและกีฬา จากเดอะมะนิลาไทม์ส ซึ่งเป็นสื่อฟิลิปปินส์ ย้ำว่า แม้เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้ฟังจะเปลี่ยนไป แต่สื่อต้องรักษาความน่าเชื่อถือไว้เสมอ หากสูญเสียความน่าเชื่อถือ จะสูญเสียผู้อ่านไปทันที
วาเนีย วิโนลา เฟรบิยันติ อินฟลูเอนเซอร์เยาวชนด้านการศึกษา และนักเขียน จากอินโดนีเซีย ให้คำแนะนำการทำงานสื่อในฐานะคนรุ่นใหม่หลังจากเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาตั้งแต่ปี 2018 ว่า เธอได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพไม่ใช่เพียงการพูดให้ชัดเจน
แต่คือการ “รับฟังอย่างตั้งใจ” ความร่วมมือด้านสื่อระหว่างอาเซียนและจีนมีความสำคัญมากในการช่วยให้ผู้คนมองเห็นกันและกันด้วยความเข้าใจ มากกว่าการตัดสินกันแค่ภายนอก และแนะว่าการทำคอนเทนต์ในออนไลน์ให้สร้างสรรค์และมีความรับผิดชอบ แม้เป็นคลิปสั้นแต่เนื้อหาต้องไม่ฉาบฉวย เข้าใจง่าย ถูกต้อง และเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้คน
โซ เมียน ตุน หัวหน้าฝ่ายโปรดักชัน สกายเน็ตมีเดีย ซึ่งเป็นสื่อเมียนมา แนะว่าในยุคดิจิทัลสื่อไม่ควรแข่งกับโซเชียลมีเดียในเรื่อง “ความเร็ว” เพียงอย่างเดียว แต่ควรเปลี่ยนมาเน้นการนำเสนอเรื่องราวเชิงลึกมากขึ้น และเพื่อให้ข่าวสารเข้าถึงผู้คนมากขึ้นในระดับภูมิภาค สื่อในอาเซียนควรแบ่งปันทรัพยากรและเนื้อหาที่ผ่านการตรวจสอบแล้วร่วมกัน เพราะไม่มีประเทศใดสามารถต่อสู้กับข่าวปลอมได้เพียงลำพัง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 24 มิถุนายน 2569

