ทางรอดไทยรับความเสี่ยง แม้สหรัฐ-อิหร่านพักรบ
ในช่วงปลายไตรมาส 2 และใกล้จะเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา-อิหร่าน” ที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกมีความผันผวน แล้วถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงต่อทิศทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ
สำหรับประเทศไทย แม้ภาครัฐจะทยอยออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่หวังจะพยุงการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่หลายฝ่าย ไม่ว่าจะภาคธุรกิจ การเมือง หรือภาควิชาการ ต่างจับตามอง คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางความท้าทายทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ยังคงเอาแน่เอานอนไม่ได้ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ
✅ โลกยังเสี่ยง น้ำมันผันผวน :
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังทั้งสองประเทศได้ลงนามข้อตกลง เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อยุติการสู้รบ และเริ่มกระบวนการเจรจา 60 วัน โดยมีการเปิดช่องทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และหารือประเด็นโครงการนิวเคลียร์กับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสะท้อนว่าเหตุการณ์ยังคงมีความเปราะบางสูง จากการที่ทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิง จนเกิดการตอบโต้ทางทหารอีกครั้ง ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่หมดไป ยังคงเป็นปัจจัยกดดันที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
โดยในมุมมองของกระทรวงการคลังต่อผลกระทบเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยนั้น เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจภายหลังการลงนามข้อตกลงดังกล่าว ว่า แม้สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงดังกล่าว แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากที่ผ่านมาเหตุการณ์มีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทั้งนี้ หากสงครามยุติลงอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานสำคัญของโลก ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ถึงแม้ภาพรวมของเศรษฐกิจและการลงทุนจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่ผลกระทบเชิงโครงสร้างยังคงต้องใช้เวลาฟื้นฟูและติดตามอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม เอกนิติระบุ สำหรับทิศทางราคาน้ำมัน ราคาน้ำมันอาจปรับลดลงในระยะสั้นจากความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายลง แต่คาดว่าจะไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้รับความเสียหายอย่างมาก และคาดว่าจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูประมาณ 2-3 ปี จึงยังเป็นปัจจัยจำกัดการปรับลดของราคาพลังงานในระยะต่อไป
แม้ราคาน้ำมันอาจอ่อนตัวลงหลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังไม่ใช่เหตุผลที่จะชะลอการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะการใช้งบประมาณวงเงิน 2 แสนล้านบาทภายใต้พระราชกำหนดกู้เงิน เนื่องจากผลกระทบจากสงครามได้สร้างความเสียหายต่อแหล่งผลิตพลังงานของโลกเป็นวงกว้าง ทำให้เป็นไปได้ยากที่ราคาน้ำมันจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในระยะเวลาอันใกล้
“เราต้องอยู่ในโลกของน้ำมันแพงอย่างน้อย 1-2 ปี หากไม่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เมื่อเกิดความผันผวนด้านพลังงานขึ้นอีกครั้ง ประเทศจะรับภาระได้ยาก จึงจำเป็นต้องเร่งช่วยให้ประชาชนและภาคธุรกิจเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์” เอกนิติเน้นย้ำ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่าจะเดินหน้าแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต่อไป เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง จึงมีความเปราะบางต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก ขณะเดียวกัน กระทรวงต่างๆ ได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ เพื่อเตรียมเสนอแผนลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายทั้งเพื่อบรรเทาภาระประชาชนและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว
✅ นักวิชาการชี้ทางรอดปรับตัว :
แม้การประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ไม่ได้มีวาระเฉพาะหรือมติที่กล่าวถึงการรับมือสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านโดยตรง แต่บางภาคส่วน เช่นจากนักวิชาการ มองว่า แม้ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังไม่ใช่จังหวะที่ภาครัฐจะผ่อนคลายการเฝ้าระวัง หากแต่ควรใช้ช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเริ่มลดลง เร่งขับเคลื่อนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
เริ่มที่ สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM) ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านว่า มีแนวโน้มเป็นการเผชิญหน้าเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการเมืองและผลประโยชน์ระหว่างประเทศ มากกว่าการพัฒนาไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ เนื่องจากอิหร่านยังคงมีศักยภาพในการตอบโต้ที่อาจสร้างความเสียหายต่อสหรัฐ อิสราเอล และประเทศพันธมิตรในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบย้อนกลับต่อเสถียรภาพทางการเมืองของสหรัฐเอง
สำหรับผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก นายสมภพมองว่า ในระยะสั้นราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวตามพัฒนาการของสถานการณ์ทางการเมืองและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อต่อเนื่องอีก 1-2 เดือน อาจเริ่มส่งผลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากหลายประเทศจำเป็นต้องนำปริมาณน้ำมันสำรองออกมาใช้ และเมื่อระดับสำรองลดลงจะต้องกลับเข้าซื้อเพิ่มเติมในตลาด
ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2 เดือน อาจส่งผลให้หลายประเทศเร่งจัดหาน้ำมันเพื่อเติมคลังสำรอง ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านการจัดหาพลังงานและผลักดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยไทยอาจได้รับผลกระทบมากกว่าบางประเทศ เนื่องจากมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีนและญี่ปุ่น
สมภพระบุ รัฐบาลไทยจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากความเสี่ยงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยด้านพลังงาน แต่ยังรวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งยังมีความไม่แน่นอน แม้ทั้งสองฝ่ายจะพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่สหรัฐยังคงใช้มาตรการกดดันทางการค้าต่อจีนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบการค้าและการลงทุนโลกเผชิญความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์การเมืองภายในสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก โดยประเมินว่า หาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับอิหร่าน รวมถึงควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงได้ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า อาจส่งผลต่อคะแนนนิยมทางการเมืองและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งกลางเทอม อย่างไรก็ตาม ยังคงเชื่อว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านจะไม่บานปลาย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังให้ความสำคัญกับผลประโยชน์จากการเจรจามากกว่าการเผชิญหน้าทางทหาร
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี สมภพแสดงความกังวลต่อการพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นหรือแนวนโยบายประชานิยมมากเกินไป เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยยกกรณีของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เคยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อเนื่อง แต่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายประชานิยมเกินขีดความสามารถทางการคลัง
ทั้งนี้ รัฐบาลควรใช้โอกาสจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ยังอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการบริหารประเทศ เดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ ผ่านการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และนวัตกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลงทุนและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาแนวคิดและโมเดลเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
อย่างไรก็ตาม สมภพมองว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังสามารถดำเนินการได้ แต่ควรอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการเพิ่มศักยภาพการเติบโตในระยะยาว มากกว่าการพึ่งพามาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
ด้าน สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง มองว่า แม้ความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลางจะเริ่มผ่อนคลาย แต่รัฐบาลไม่ควรประมาท และควรเร่งใช้จังหวะที่เศรษฐกิจโลกเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการเร่งอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน (Fast Track) เพื่อให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เดินหน้าลงทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างเม็ดเงินลงทุนและการจ้างงานในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ สมชายระบุว่า ภาครัฐควรผลักดันภาคการส่งออกให้ใช้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่ ควบคู่กับการติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานและเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว แม้มีแนวโน้มฟื้นตัวจากความกังวลด้านสงครามที่ลดลง แต่ยังต้องบริหารผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่อยู่ในระดับสูง ส่วนการที่รัฐบาลเตรียมวงเงินสำรองราว 2 แสนล้านบาทไว้รองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีอยู่ในระยะต่อไป
✅ ขนส่งหวังปรับลดราคาสินค้า-น้ำมัน :
นอกจากนี้ ภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่ง ยังคงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่ลดลงมายังราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ระบุถึงสถานการณ์ต้นทุนการขนส่งและทิศทางราคาพลังงาน โดยระบุว่า หลังจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณที่คลี่คลายลง ส่งผลให้แนวโน้มราคาพลังงานในตลาดโลก ทั้งราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสถานการณ์ดังกล่าว สหพันธ์การขนส่งฯจึงมีข้อเสนอแนะและประเด็นที่น่ากังวลฝากถึงภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็นหลัก
1)การเรียกร้องให้รัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาปรับลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศลง เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดโลกและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในปัจจุบัน
2)ปัจจุบันอัตราค่าบริการขนส่งสินค้าทางบกมีแนวโน้มปรับลดลงตามกลไกของราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม หากประเมินถึงสถานการณ์ในช่วงปลายปี แม้สงครามจะสงบลงอย่างสิ้นเชิง แต่ผู้ประกอบการขนส่งยังคงต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนอื่นที่ปรับขึ้นไปแล้วและยังไม่ยอมปรับลดลง (Sticky Costs) เช่น ค่ายางรถยนต์ ค่าอะไหล่และส่วนควบ ค่าน้ำมันหล่อลื่น ค่าซ่อมบำรุงต่างๆ ซึ่งต้นทุนเหล่านี้ยังไม่ปรับลดลงมาในอัตราที่ควรจะเป็น ทำให้ผู้ประกอบการยังคงต้องแบกรับภาระต้นทุนส่วนนี้ต่อไปในระดับหนึ่ง
3)ประเด็นที่สหพันธ์การขนส่งฯมีความห่วงใยอย่างยิ่ง คือเรื่องของราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นไปก่อนหน้านี้ในช่วงที่น้ำมันแพง โดยเสนอว่าเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการปรับลดราคาสินค้าลงตามไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ได้แก่ 1.สินค้าอุปโภคบริโภค 2.วัสดุก่อสร้าง อิฐ หิน ดิน ทราย ปูนซีเมนต์ และเหล็กเส้น 3.สินค้าเกษตร พืชผลทางการเกษตร และราคาปุ๋ย
นอกจากนี้ ทองอยู่ ยังฝากถึงภาคการขนส่งระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ (BSA) การขนส่งทางเรือ คลังสินค้า ไปจนถึงการขนส่งทางอากาศ หากสามารถปรับลดอัตราค่าบริการลงให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงานได้ จะทำให้เกิด “โดมิโนเอฟเฟ็กต์” ในเชิงบวก ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ภาพรวมดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เพราะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยังประมาทไม่ได้!!
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 29 มิถุนายน 2569

