ทำไม ‘ทุนจีน’ ยังยึดบัลลังก์ EEC? ถอดรหัส FDI เมื่อทุนยุโรปเริ่มกลับมา และ Data Center กำลังเปลี่ยนเกม
หลังจากที่ เมื่อไม่นานมานี้ นายกรัฐมนตรีประกาศสวมบท ‘เซลส์แมน’ เดินหน้าทำตลาด EEC ดึงนักลงทุนทั่วโลก ‘WHA’ และเลขา EEC เผยว่า ไทยยังได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐาน ซัพพลายเชน และสิทธิประโยชน์ BOI
โดยทุนจีนยังครองเบอร์ 1 ขณะที่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา และคลื่นทุน Data Center กำลังเปลี่ยนเกม กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูด FDI ยุคใหม่
อนุทิน สวมบท ‘เซลแมน‘ ทำการตลาดให้ EEC :
ระหว่างการเดินทางเยือนรัสเซีย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศว่า หลังจากนี้ พร้อมทำหน้าที่ ‘เซลแมน’ ทำการตลาดให้ EEC
โดยช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญในการทำการตลาด (marketing) และโชว์ศักยภาพด้านการลงทุนในพื้นที่ EEC หรือ โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ จนพร้อมแล้ว
จังหวะต่อไปนี้ คือ การตลาด เพื่อส่งเสริมการลงทุนใน EEC จะขอ ‘สวมบทบาท’ นักการตลาดให้กับประเทศ
เนื่องจากตนเองเดินทางบ่อย มีโอกาสพบปะ เจรจาพูดคุยกับผู้นำประเทศ นักลงทุน และภาคเอกชนต่างประเทศหลายครั้ง หลายโอกาส จึงอยากใช้โอกาสช่วยจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) เพราะการไปเยือน-มาเยือนต่างประเทศ ไม่ใช่คุยแค่ความสัมพันธ์ ต้องเป็นจังหวะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มากที่สุด
‘จรีพร’ แม่ทัพ WHA เผยแม้ทุนจีนรั้งเบอร์ 1 แต่ทุนยุโรปเริ่มกลับมา ‘Data center’ มาแรง :
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ภาพรวมและแนวโน้มการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตั้งแต่การจัดตั้ง EEC ในปี 2560 และต่อมาเมื่อเกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศในปี 2561 ที่กลายเป็นปัจจัยเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่จากจีนเข้าสู่ภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำสถิติใหม่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปีก่อนยอด FDI ทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 1.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า และในปีนี้เพียงไตรมาสแรกก็มี FDI กว่า 9 แสนล้านบาทแล้ว ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“นักลงทุนจากจีนยังคงเป็นอันดับหนึ่งของผู้ลงทุนใน EEC ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่เน้นลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มยุโรปเริ่มกลับมาลงทุนอีกครั้ง” จรีพร กล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังนั้น มีตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, แผงวงจรพิมพ์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ไปจนถึง Data Center
โดยรูปแบบการลงทุนแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
* นักลงทุนรายใหญ่ ที่ซื้อที่ดินเพื่อก่อสร้างโรงงานเอง
* ผู้ประกอบการรายย่อย ที่นิยมเช่าโรงงานสำเร็จรูปเป็นหลัก
ส่งผลให้ ยอดขายที่ดินของ WHA เติบโตเป็นเท่าตัวจากก่อนโควิดที่ขายได้ราว 1,000 ไร่ต่อปี ขยับขึ้นเป็นกว่า 2,000 ไร่ต่อปีหลังโควิด แม้ในช่วงการระบาดจะมีการชะลอตัว แต่บริษัทก็ยังคงประชุมออนไลน์กับลูกค้าต่างชาติเพื่อรักษาการเติบโตต่อไปได้
คลื่นทุนยานยนต์ ดันอัตราการเช่าโรงงาน WHA พุ่ง 90% :
นอกจากนี้ อัตราการเช่าโรงงานของ WHA อยู่ในระดับสูงกว่า 90% ขณะนี้บริษัทจึงเร่งพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการขยายตัวของความต้องการอย่างต่อเนื่อง
โดยสัดส่วนลูกค้าของบริษัทยังคงมาจากกลุ่มยานยนต์เป็นหลักประมาณ 41% รองลงมาคือสินค้าอุปโภคบริโภค, อิเล็กทรอนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มดิจิทัล
จรีพร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันยังไม่พบปรากฏการณ์ย้ายฐานการผลิตไปเวียดนาม ซึ่งการย้ายไปเวียดนามในอดีตเป็นของอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น สิ่งทอทั่วไปหรืออาหาร ที่ย้ายไปนานแล้ว ขณะที่ สิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงยังคงตั้งฐานการผลิตในไทย
พร้อมกันนี้ ยังมองว่า ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังเป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งระบบน้ำ พลังงาน และถนนหนทาง ตลอดจนระบบนิเวศอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงได้ดี
โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงทำเลเชิงยุทธศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตามด้วยแรงงานที่มีทักษะ และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก็เป็นปัจจัยสำคัญด้วย
อย่างไรก็ตาม จรีพรเตือนว่า ยังมีอุปสรรคที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเห็นว่าเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะทบทวนและตัดกฎระเบียบหรือกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนออก และเดินหน้าปรับปรุงผังเมือง และจัดการความมั่นคงด้านพลังงานให้แน่นอน
ขณะที่ภาคเอกชนได้เร่งพัฒนาศักยภาพและเตรียมรองรับการขยายตัวอย่างเต็มที่ หากภาครัฐเร่งแก้ไขประเด็นเหล่านี้ จะยิ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้การลงทุนใน EEC เติบโตต่อเนื่องและยั่งยืนในอนาคต
Tech Data center ยานยนต์ การแพทย์ หนุนทุนสิงคโปร์ เบียดแซงญี่ปุ่น :
จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) บอกกับ THE STANDARD WEALTH เสริมว่า ภาพรวมการดึงดูดการลงทุนในพื้นที่ EEC ปัจจุบันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูงที่สุดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คือ กลุ่ม Data Center ซึ่งถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี (Tech) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ ยานยนต์ ไบโอเทค และบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI
“7-8 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายใหญ่ใน EEC คือ ประเทศจีน แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นการลงทุนจากสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและมีแนวโน้มแซงญี่ปุ่น เนื่องจากมีการลงทุนผ่านโครงสร้าง Data Center และเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามากขึ้น”
ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีบทบาทในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับการลงทุนใหม่ ๆ ซึ่งส่งผลให้การลงทุนใน EEC มีทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
บูมลงทุนอู่ตะเภาและเมืองการบิน :
นอกจากนี้ จุฬา ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมอื่นนอกเหนือจากดิจิทัลว่า ยังมีการลงทุนในภาคบริการ และโครงการขนาดใหญ่ที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบิน ซึ่งจะมีการพัฒนาเมืองใหม่ในพื้นที่ประมาณ 24 ตารางกิโลเมตร เพื่อรองรับการลงทุนและการท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นเขตพัฒนาเมืองการบิน (Aerotropolis) คล้ายกับบางประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนและกระจายความเจริญในพื้นที่ EEC
จุฬายังกล่าวถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ว่า ปัจจุบัน EEC มีการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังในฐานะประตูขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ ท่าเรือมาบตาพุดสำหรับรองรับก๊าซธรรมชาติและพลังงาน
รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาในฐานะประตูทางอากาศ ซึ่งทั้งหมดจะต้องเชื่อมโยงกันผ่านระบบถนน มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายคมนาคม เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการเดินทางมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เปิด 3 อันดับทุนนอกขนเงินลงทุน EEC :
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูล THE STANDARD WEALTH ว่า ในปี 2568 มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในพื้นที่ EEC 313 ราย คิดเป็น 29% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 12 ราย (4%) (ปี 2568 ลงทุน 313 ราย / ปี 2567 ลงทุน 301 ราย)
โดยมีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก
* จีน 83 ราย ลงทุน 19,263 ล้านบาท
* ญี่ปุ่น 67 ราย ลงทุน 33,840 ล้านบาท
3.สิงคโปร์ 46 ราย ลงทุน 23,238 ล้านบาท
* ประเทศอื่นๆ 117 ราย ลงทุน 30,120 ล้านบาท
โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้
* ธุรกิจบริการทางวิศวกรรม โดยการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์
* ธุรกิจบริการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์
* ธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล / บริการ Data Center
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์, ยางสังเคราะห์สำหรับอุตสาหกรรม, ผลิตภัณฑ์โลหะและชิ้นส่วนโลหะขึ้นรูป และชิ้นส่วนยานพาหนะ เป็นต้น
5 เดือนแรกของปีนี้ 2569 ทุนจีนยังนำโด่ง :
สำหรับเดือนมกราคม- พฤษภาคม มีนักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 161 ราย คิดเป็น 30% ของจำนวนนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 32 ราย (25%) (เดือน ม.ค.-พ.ค. 2569 ลงทุน 161 ราย / เดือน ม.ค.-พ.ค. 2568 ลงทุน 129 ราย)
ทั้งนี้ มีมูลค่าการลงทุนในจังหวัดพื้นที่ EEC 59,939 ล้านบาท คิดเป็น 39% ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเป็นนักลงทุนจาก
* จีน 53 ราย ลงทุน 24,640 ล้านบาท
* ญี่ปุ่น 23 ราย ลงทุน 8,419 ล้านบาท
* สิงคโปร์ 20 ราย ลงทุน 9,940 ล้านบาท
* ประเทศอื่นๆ 65 ราย ลงทุน 16,940 ล้านบาท
โดยมีอันดับธุรกิจ ดังนี้
* ธุรกิจซ่อมบำรุง Aircraft Nacelle และชิ้นส่วนของ Nacelle ของอากาศยานทางการทหาร
* ธุรกิจค้าส่งสินค้า เช่น พัดลมที่เป็นส่วนประกอบในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วัสดุและเคมีภัณฑ์, เครื่องมือแพทย์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
* ธุรกิจบริการซ่อมแซมและบำรุงรักษาสินค้า อุปกรณ์โทรคมนาคมสำหรับระบบใยแก้วนำแสง
* ธุรกิจบริการรับจ้างผลิตสินค้า เช่น ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ, เครื่องจักรอัตโนมัติ, Printed Circuit Board Assembly (PCBA)/
ที่มา the standard
วันที่ 3 กรกฏาคม 2569

