‘ผู้ส่งออก’ หันใช้สายเดินเรือจีน สัมพันธ์ดีกับอิหร่าน รับมือทะเลแดงเดือด
KEY POINTS :
* ผู้ส่งออกไทยหันมาใช้บริการสายการเดินเรือของจีนมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง
* สายการเดินเรือจีนมีความปลอดภัยและได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านซึ่งมีอิทธิพลในพื้นที่ขัดแย้ง
* การใช้สายการเดินเรือจีนช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุน เนื่องจากค่าระวางเรือยังต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสายการเดินเรือสัญชาติอื่น
สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นหลังกลุ่มฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ปิดล้อมซาอุดีอาระเบียทางทะเลเมื่อวันที่ 20 ก.ค.2569
บีบให้เรือบรรทุกน้ำมันหันกลับจากช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางเลี่ยงหลักของซาอุดีอาระเบีย หลังช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ซึ่งทำให้การส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดงที่คิดเป็น 12% ของการขนส่งน้ำมันทางทะเลทั่วโลกได้รับผลกระทบทันที
ด้านตะวันออกกลาง แม้บางส่วนจะยังส่งออกน้ำมันดิบผ่านท่อส่งไปทะเลแดงหรืออ่าวโอมานได้ แต่ในการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป กลับแทบไม่มีทางเลือกนอกจากผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณเชื้อเพลิงในตลาดโลกฟื้นตัวได้ช้ากว่าน้ำมันดิบอย่างมาก
ผลคือ ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป พุ่งขึ้นสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนว่าปัญหาของโลกในเวลานี้ไม่ใช่เพียงขาดน้ำมันดิบแต่มีกำลังกลั่นไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนน้ำมันดิบให้เป็นเชื้อเพลิง
✅ ผู้ส่งออกหันใช้สายเดินเรือจีน
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อขยายวงกว้างจะกระทบขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนขนส่งและค่าประกันภัยเรือ แม้ผู้ส่งออกไทยยังส่งสินค้าได้แต่ต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้บริหารสายการเดินเรือจีนเข้าหารือ สรท.พร้อมยืนยันหากเป็นการขนส่งสินค้าในตะวันออกกลาง การใช้สายการเดินเรือจีนยังปลอดภัยและยังไม่พบสัญญาณน่ากังวล เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์ดีกับอิหร่าน ทำให้เรือจีนยังสามารถปฏิบัติการในพื้นที่ได้ ขณะที่เรือของประเทศอื่นได้รับผลกระทบมากกว่า โดยล่าสุดมีรายงานว่าเรือของซาอุดีอาระเบียถูกโจมตี 2 ลำ
รวมทั้งความตึงเครียดเกิดขึ้นหลังอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซและตอบโต้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐส่งผลให้เรือสินค้าที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวเสี่ยงมากขึ้น โดยอิหร่านให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเรือของประเทศพันธมิตร จึงทำให้สายการเดินเรือของจีนได้รับผลกระทบน้อยกว่า และกลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ส่งออกในช่วงนี้
✅ ค่าประกันภัยเรือพุ่งสูงขึ้น 3-10%
นายธนากร กล่าวว่า หากความขัดแย้งลุกลามจนส่งผลกระทบต่อการเดินเรือในทะเลแดงหรือคลองสุเอซ จะทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันแม้เรือยังสามารถผ่านทะเลแดงได้ แต่ต้นทุนเพิ่มขึ้นแล้ว โดยเฉพาะค่าประกันภัยเรือที่สูงขึ้นรวดเร็ว จากเดิมที่อยู่เพียง 0.125-0.25% ของมูลค่าสินค้า ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 3-10% ถือเป็นต้นทุนที่สูงมาก
นอกจากนี้ หากสถานการณ์รุนแรงจนเรือต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางเดิมและเปลี่ยนไปใช้ท่าเรือในอินเดียเป็นจุดถ่ายลำ (Transshipment) ก่อนขนส่งต่อไปยังปลายทาง จะยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากทั้งระยะทางและระยะเวลาขนส่งที่ยาวนานกว่าเดิม
✅ ผู้ส่งออกชิ้นส่วนหันใช้สายเดินเรือจีน
รวมทั้งปัจจุบัน ผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ ได้ปรับตัวด้วยการหันมาใช้บริการสายการเดินเรือของจีนเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าระวางเรือยังต่ำกว่าสายเดินเรือของประเทศอื่น แม้ว่าจะมีการปรับขึ้นค่าระวางเช่นกัน แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ จึงช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนการส่งออกได้ในระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากอิหร่านขยายมาตรการโจมตีไปยังเรือทุกสัญชาติ รวมถึงเรือจีน สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบต่อระบบขนส่งทางทะเลทั่วโลก
✅ อิหร่านต้องการปิดเกมเร็ว
นายธนากร มองว่า สถานการณ์ขณะนี้ยังเป็นการยื้อเกมระหว่างอิหร่านกับสหรัฐ โดยอิหร่านต้องการให้ความขัดแย้งยุติโดยเร็ว เพราะได้รับผลกระทบโดยตรง
ขณะที่สหรัฐยังมีปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้สงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าในระยะสั้นสถานการณ์น่าจะยังทรงตัว แต่ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและการส่งออกของไทย
✅ ค่าระวางเรือเส้นทางยุโรปพุ่งเท่าตัว
ฃนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท.กล่าวว่า ปัจจุบันเรือไปยุโรปส่วนใหญ่ยังวิ่งอ้อมไปทาง Cape of Good Hope ตั้งแต่วิกฤติทะเลแดงเมื่อ 2-3 ปีก่อน ยังไม่ได้กลับมาวิ่งผ่านคลองสุเอซเต็มตัว
ดังนั้น ปัญหารอบนี้จะทำให้เรือที่เริ่มกลับมาวิ่งผ่านทะเลแดง-คลองสุเอซ ช่วงที่ผ่านมากลับไปทาง Cape of Good Hope เหมือนเดิม จะทำให้ปริมาณระวางยังคงค่อนข้างตึงตัวเหมือนเดิม
โดยค่าระวางเรือ เส้นทางไทย-ยุโรปสำหรับตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต ปรับเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 2,700 ดอลลาร์ต่อตู้ ณ สิ้นเดือน มี.ค.2569 เป็น 5,600 ดอลลาร์ต่อตู้ ณ สิ้นเดือน ก.ค.2569 หรือเพิ่มขึ้น 107%
สำหรับทิศทางหลังจากนี้คาดว่าจะยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อไปและอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นอีกหากเหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น ตอนนี้เรือที่เข้าไปใน Red Sea ได้อย่างค่อนข้างปลอดภัย จะมีเพียงสายเรือสัญชาติจีนที่ยังค่อนข้างมีความสัมพันธ์อันดีอยู่บ้าง แต่ capacity จะมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้น สินค้าอาจพอไปได้บ้าง แต่ต้นทุนจะไม่ถูกลง
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่่ 24 กรกฏาคม 2569

