สมาคมผู้ค้าปลีกชงรัฐอัดมาตรการ ปลุกมู้ดการจับจ่าย-สกัดสินค้านำเข้า
สมาคมผู้ค้าปลีกผุดไอเดียกระตุ้นจับจ่ายสั้น-กลาง-ยาว ด้วยมาตรการภาษี-แคมเปญปลุกนักช็อป แนะรัฐคุมเข้มสินค้านำเข้าราคาถูก-คุณภาพต่ำ พร้อมดันจ้างงานรายชั่วโมง-สูงวัย อุดช่องว่างขาดแรงงาน หลังคาดปี’69 ค้าปลีกไทยโต 3% เป็น 4.38 ล้านล้านบาท ส่วนปี’70 ลุ้นโต 3-3.5% ด้านผู้ค้ากลั้นใจลุ้นไฮซีซั่นปลายปี-มาตรการกระตุ้นรอบใหม่หนุนจับจ่าย
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ตลาดค้าปลีกไทยปี 2569 นี้ยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าสิ้นปี’69 มูลค่าตลาดค้าปลีกจะอยู่ที่ประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% เมื่อเทียบกับปี’68
ส่วนปี’70 ตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มเติบโต 3-3.5% จากปี’69 หรือมีมูลค่าประมาณ 4.51-4.53 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้การฟื้นตัวของตลาดค้าปลีกในช่วงครึ่งหลังปี’69 จะเกิดขึ้นเป็นบางช่วงและบางกลุ่ม โดยได้รับแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ การลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี
โดยหมวดสินค้าจำเป็น อาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ส่วนตัว รวมถึงสินค้าสุขภาพและความงาม เติบโตได้ดีจากอานิสงส์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ระมัดระวัง
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ผู้บริโภควางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบขณะที่ภาคธุรกิจยังต้องบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
✅ ลุ้นไตรมาส 4 จับจ่ายฟื้น
นายณัฐกล่าวต่อไปว่า ด้านดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2569 นั้นปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังคงอยู่เหนือระดับกลางที่ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความหวังต่อช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงความคาดหวังการต่อยอดมาตรการไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเฟสแรกสิ้นสุดในเดือนกันยายน และตามด้วยมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในช่วงไตรมาส 3-4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แม้ความถี่ในการซื้อสินค้าจะไม่ได้ลดลงมาก แต่จำนวนสินค้าและยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อใบเสร็จกลับปรับลดลง
สะท้อนภาวะกำลังซื้อหดตัว ที่แม้ผู้บริโภคยังคงจับจ่ายแต่เลือกซื้อเท่าที่จำเป็นมากขึ้น
✅ ผุดไอเดียกระตุ้นสั้น-กลาง-ยาว
ทั้งนี้ควรมีการกระตุ้นกำลังซื้อและศักยภาพของผู้ประกอบการด้วยมาตรการระยะสั้นกลาง และยาว เริ่มจากระยะสั้นด้วย Vat Refund ร่วมกับมาตรการกระตุ้นอย่าง Easy E-Receipt, คนละครึ่งพลัส และการใช้บัตรสวัสดิการให้ครอบคลุมค้าปลีก ไปจนถึงการผลักดัน Shopping Paradise ด้วยการลดภาษีสินค้าบางชนิด ผ่านดีลการค้าเสรีไทย-ยุโรป ให้ราคาสินค้าไลฟ์สไตล์ที่เป็นเป้าหมายของนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคกลุ่มบน-ไฮเอนด์ลดลง
ส่วนระยะกลางเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจ เช่น กม.ใบอนุญาตต่าง ๆ ผลักดันให้มีการสนับสนุนคล้าย BOI สำหรับการลงทุนค้าปลีกในบางจังหวัด รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานในภาคค้าปลีก และสร้างงาน-กระจายรายได้ ซึ่งปัจจุบันกฎระเบียบต่าง ๆ ยังไม่เอื้อต่อการจ้างแบบรายชั่วโมง
สำหรับระยะยาวต้องยกมาตรฐานการแข่งขันให้เท่าเทียม โดยเฉพาะบนอีคอมเมิร์ซ ที่ปัจจุบัน SMEs แทบแข่งขันไม่ได้ เนื่องจากสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศทะลักเข้ามาจำนวนมาก พร้อมกำหนดให้แพลตฟอร์มรับผิดชอบเรื่องภาษีด้วย เช่น ภาษีสินค้านำเข้าตามประเทศต้นทาง
“ผู้ประกอบการ SMEs เป็นกลุ่มที่ต้องโฟกัส เพราะมีจำนวนกว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือราว 70% ของการจ้างงานภาคเอกชนไทย และช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก”
✅ เสนอคุมเข้มสินค้านำเข้า
นายณัฐเสริมว่า ตามแนวคิดนี้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงเสนอกลยุทธ์ ACT ประกอบด้วย A – Advancing Inclusive & Fair Growth ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์-ออนไลน์ แพลตฟอร์มไทย-ต่างชาติ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย
รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
✅ ดันจ้างงานรายชั่วโมง
ส่วน C – Capability Building for Future-Ready Retail สมาคมจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลองค์ความรู้ และตัวผลักดันมาตรการต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ การจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง, การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน
พร้อมเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
✅ ผนึกรัฐทำงานเชิงรุก
ด้าน T – Together for Sustainable Growth – เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สมาคมธุรกิจ ฯลฯ ในด้านต่าง ๆ อาทิ ทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 24 สิงหาคม 2569

