กางยุทธศาสตร์ บีโอไอ 'รุก-ลึก-เร็ว' ดันเครดิตภาษี เครื่องมือใหม่ดึงลงทุน
✅ KEY POINTS
* สัมภาษณ์พิเศษเลขาฯบีโอไอ "นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์" เปิดตัวยุทธศาสตร์ "รุก-ลึก-เร็ว" เพื่อดึงดูดการลงทุน โดยกลยุทธ์ "รุก" จะมุ่งเน้น 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และเตรียมเสนอเครื่องมือใหม่ "เครดิตภาษี" (QRTC) เพื่อสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุน
* กลยุทธ์ "ลึก" มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งในการยึดโยงนักลงทุนระยะยาว ผ่านการพัฒนาซัพพลายเชน, กำลังคน และเทคโนโลยีวิจัยและพัฒนาในประเทศ
* กลยุทธ์ "เร็ว" มุ่งลดขั้นตอนและระยะเวลาในการอนุมัติ โดยจัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนที่ต้องการความรวดเร็วในการจัดตั้งธุรกิจ
ภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติต่ออายุราชการให้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ต่อไปอีก 1 ปี จนถึงเดือนกันยายน 2570 ท่ามกลางกระแสเงินทุนโลกกำลังเคลื่อนย้ายเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียนอย่างชัดเจน โอกาสครั้งนี้ใหญ่พอที่จะสร้างประโยชน์ในวงกว้างให้กับประเทศไทย หากสามารถคว้าไว้ได้ทัน ท่ามกลางการแข่งขันดึงการลงทุนระหว่างประเทศที่สูงขึ้นทุกขณะ

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจประจำทำเนียบรัฐบาล ถึงยุทธศาสตร์การทำงานตลอดระยะเวลา 1 ปีนับจากนี้ ได้วางกรอบการทำงานผ่านกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน นั่นคือ “รุก ลึก เร็ว” ซึ่งแต่ละด้านมีรายละเอียดและเครื่องมือรองรับที่ชัดเจน ดังนี้
✅ รุก : ปักหมุด 6 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเครื่องมือภาษีรูปแบบใหม่
นายนฤตม์ กล่าวว่า กลยุทธ์แรก คือ “การรุก” ส่วนแรกคือการรุกในเชิงนโยบาย โดยบีโอไอกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย 6 สาขาที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ หรือ New World Engine ที่จะนำไปสู่ New Economy ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน อุตสาหกรรมชีวภาพ และอุตสาหกรรมสีเขียว อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญในทุกเซกเมนต์ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัลและเอไอ ออโตเมชันและหุ่นยนต์
เช่นเดียวกับการเป็นศูนย์กลางระหว่างประเทศรวมถึงสำนักงานภูมิภาค ทั้งหมดนี้ถูกวางไว้เป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยต้องแย่งชิงกับประเทศอื่นในภูมิภาค ไม่ใช่รอรับโอกาสที่จะเดินเข้ามาเอง
ในระดับนโยบาย บีโอไอมีคณะกรรมการเฉพาะทางรองรับ ทั้งบอร์ดรถยนต์ไฟฟ้า บอร์ดคลาวด์ และกำลังจะมีทีมงานเฉพาะด้านเอไอเพิ่มเติม โดยแต่ละอุตสาหกรรมมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม อาทิ กรมสรรพสามิตเตรียมปรับโครงสร้างภาษีเพื่อลดการนำเข้าและปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ด้านเซมิคอนดักเตอร์กำลังจะมีการประชุมเพื่อเสนอร่างสุดท้ายของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติที่มีโรดแมปชัดเจนเป็นระยะ
ส่วนอุตสาหกรรมเอไอและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็อยู่ระหว่างจัดทำโรดแมปควบคู่กันไป เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์หรือโรโบติกส์ ซึ่งนายนฤตม์ มองว่าเป็น physical AI จะเป็นอนาคตของทั้งประเทศและภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต
อีกระดับหนึ่งของการรุกผ่านระดับปฏิบัติการ ผ่านเครื่องมือดึงการลงทุนทุกชนิด ซึ่งนายนฤตม์ระบุว่าเครื่องมือด้านภาษีจะมีความสำคัญลดลงต่อเนื่อง หลังจากมีการบังคับใช้กติกาภาษีขั้นต่ำทั่วโลก หรือ Global Minimum Tax ที่หลายประเทศรวมถึงไทยเริ่มใช้ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้บีโอไอต้องเร่งพัฒนาเครื่องมือใหม่ร่วมกับกรมสรรพากร ภายใต้ชื่อ QRTC หรือ Qualifiable Refundable Tax Credit ซึ่งเป็นเครดิตภาษีที่สามารถนำไปใช้จ่ายแทนเงินสดในการชำระภาษี และหากใช้ไม่หมดภายในระยะเวลาที่กำหนดยังสามารถขอคืนเป็นเงินสดได้
"สมมติบริษัทมีค่าใช้จ่ายที่เราประกาศไว้ เช่นเรื่องพัฒนาคน เรื่องวิจัยพัฒนา เรื่องการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรให้ทันสมัย ลดใช้พลังงาน มีค่าใช้จ่าย 100 ล้าน เราให้เครดิต 40% ก็ได้ 40 ล้าน และเวลาสรรพากรเก็บภาษีต้องจ่าย 50 ล้าน ก็ไม่ต้องจ่ายด้วยเงินสดทั้งหมด เอาคะแนน 40 ล้านไปจ่ายแทนเงินสด จ่ายเพิ่มแค่ 10 ล้าน และถ้าเครดิตใช้ไม่หมดใน 4 ปี เอามาขอคืนเป็นเงินสดได้"
ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีระบบเครดิตภาษีลักษณะนี้มาก่อน ขณะที่บางประเทศในภูมิภาคอย่างสิงคโปร์มีเครื่องมือนี้ใช้อยู่แล้ว บีโอไอตั้งเป้าเสนอร่าง QRTC เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนผ่านการพิจารณาของสองสภาและมีผลบังคับใช้ภายในช่วงปลายปีหน้า
เครื่องมือนี้มีเจตนาหลักเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก Global Minimum Tax ให้กับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 750 ล้านยูโรต่อปี หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมทั้งบริษัทรายเดิมและรายใหม่ทั้งหมด โดยการบรรเทาจะไม่ได้ให้เต็ม 100% แต่จะช่วยลดภาระลงกว่า 60-70% ซึ่งเป็นผลดีทั้งฝ่ายกรมสรรพากรและบีโอไอที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
นอกจาก QRTC บีโอไอยังมีเครื่องมือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันที่ให้เป็นเงินสนับสนุนโดยตรง ซึ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถูกใช้เพื่อดึงนักลงทุนรายใหญ่ที่เป็น Anchor Investor ในลักษณะแม่ไก่ที่จะดึงลูกไก่ตามมา โดยเน้น 3 คลัสเตอร์หลัก คือเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำ แบตเตอรี่เซลล์ และอุตสาหกรรมการแพทย์ พร้อมทั้งใช้สนับสนุนมาตรการพัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้ยกระดับหรือปรับเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมใหม่
ในเชิงพื้นที่ต่างประเทศ การรุกยังปรากฏผ่านการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝรั่งเศส จีน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งนายนฤตม์ ระบุว่า การที่ผู้นำประเทศพบปะกับนักลงทุนด้วยตนเองช่วยเพิ่มน้ำหนักและความเชื่อมั่นให้กับบริษัทต่างชาติ ทำให้การตัดสินใจลงทุนเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น
พร้อมยกตัวอย่างบริษัท Skyline จากนิวซีแลนด์ที่ตัดสินใจใช้วิศวกรไทยพัฒนางานวิจัยเครื่องเล่นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีที่ใดในโลกมาก่อน หลังพบว่าวิศวกรไทยมีทั้งคุณภาพและความเร็วในการทำงานเกินความคาดหมาย โดยบีโอไอจะเดินหน้าโรดโชว์ต่อเนื่องทั้งในระดับรัฐบาลและผ่านสำนักงานต่างประเทศ 18 แห่งของบีโอไอเอง
✅ ลึก : ยึดโยงนักลงทุนด้วยซัพพลายเชน คน และเทคโนโลยี
นายนฤตม์ กล่าวว่า กลยุทธ์ต่อมาว่าด้วย “ความลึก” มาจากแนวคิดที่ว่าการดึงการลงทุนเข้ามาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องสร้างสิ่งที่ยึดโยงให้นักลงทุนปักฐานในประเทศไทยอย่างถาวร ไม่ใช่เข้ามาแล้วย้ายออกไปเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน นายนฤตม์ระบุว่าระบบนิเวศหรือ ecosystem เป็นเรื่องสำคัญ และวางไว้ 3 องค์ประกอบหลัก
องค์ประกอบแรก คือซัพพลายเชน จากประสบการณ์ที่ผ่านมาบีโอไอพบว่าอุตสาหกรรมใดมีเครือข่ายซัพพลายเชนที่เชื่อมโยงกันแน่นหนาในประเทศไทย ตั้งแต่เทียร์ 1 เทียร์ 2 จนถึงเทียร์ 3 อุตสาหกรรมนั้นจะไม่ย้ายฐานไปไหนง่าย ๆ เนื่องจากการสร้างซัพพลายเชนใหม่ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในเวลา 1-2 ปี แต่เป็นการสั่งสมมากว่า 40-50 ปี

ดังนั้นโจทย์ของบีโอไอคือการต่อยอดซัพพลายเชนเดิมที่มีอยู่ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ทั้งแผงวงจรพิมพ์ เซมิคอนดักเตอร์ และหุ่นยนต์ เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศคลัสเตอร์ใหม่ในระยะยาว
องค์ประกอบที่สอง คือกำลังคน ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ตรึงนักลงทุนไว้เช่นเดียวกับซัพพลายเชน ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์มีการจ้างงานในไทยอยู่ราว 8-9 แสนคน ขณะที่อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์มีการจ้างงานในระดับใกล้เคียงกัน การย้ายฐานไปสร้างกำลังคนใหม่ในประเทศอื่น จึงเป็นเรื่องยากมากสำหรับนักลงทุน เพราะแรงงานไทยมีคุณภาพที่ได้รับความเชื่อมั่นแล้ว โจทย์ของบีโอไอจึงอยู่ที่การสร้างบุคลากรที่มีทักษะใหม่มารองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้กำลังคนกลุ่มนี้กลายเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยตรึงนักลงทุนไว้กับประเทศไทย
องค์ประกอบที่สาม คือเทคโนโลยี โดยเฉพาะความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย นายนฤตม์ยกตัวอย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เริ่มมีหลายบริษัทตั้งศูนย์ R&D ในไทยแล้ว เช่นเดียวกับบริษัท Skyline จากนิวซีแลนด์ที่ใช้วิศวกรไทยออกแบบเครื่องเล่นรูปแบบใหม่แห่งแรกของโลก และตั้งใจใช้ไทยเป็นศูนย์ R&D เพื่อขยายผลไปทั่วโลก
นอกจากนี้ยังมีบริษัทของแอปเปิลที่ชักชวนให้ไทยร่วมทำวิจัยเรื่องการเก็บรักษาผลไม้เมืองร้อนให้สดนานขึ้นโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งนายนฤตม์มองว่าเป็นงานวิจัยที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศไทยโดยตรง ทั้งสามองค์ประกอบนี้ไม่เพียงสร้างความลึกให้กับฐานอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยได้รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนของต่างชาติด้วย
✅ เร็ว : ลดขั้นตอนผ่านศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ
นายนฤตม์ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์ที่สามคือ “ความเร็ว” ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในโลกธุรกิจยุคใหม่ จากการพูดคุยกับบริษัทใหญ่จากเกาหลีใต้และยุโรปที่ระบุตรงกันว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือความรวดเร็วในการออกใบอนุญาต เนื่องจากอดีตการสร้างโรงงานใช้เวลาปีครึ่งถึงสองปี แต่ปัจจุบันเมื่อการลงทุนจากจีนเข้ามาแข่งขัน โรงงานใหม่สามารถสร้างเสร็จภายในปีเดียว โดยบริษัทแม่กำหนดเงื่อนไขว่าต้องเริ่มการผลิตให้ได้ภายใน 6-8 เดือน
อย่างไรก็ดีเพื่อตอบโจทย์นี้ บีโอไอเริ่มดำเนินโครงการศูนย์บริการเบ็ดเสร็จมาตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยเฟสแรกมีหน่วยงานเข้าร่วม 8 แห่ง ครอบคลุมกระบวนการเริ่มต้นธุรกิจ ทั้งบีโอไอ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมศุลกากร และการไฟฟ้า ปัจจุบันมีการให้สิทธิประโยชน์แล้ว 25 โครงการจาก 13 บริษัท ซึ่งจะทยอยเพิ่มจำนวนขึ้นต่อเนื่อง โดยเน้นให้สิทธิเฉพาะโครงการที่มีความสำคัญสูง
เป้าหมายในเฟสแรก คือการลดระยะเวลาดำเนินการลงให้ได้ 20-50% จากเวลาปกติ ผ่านการลดเอกสาร ลดขั้นตอน ปรับกระบวนการทำงานใหม่ และนำเทคโนโลยีรวมถึงเอไอเข้ามาช่วย มูลค่าการลงทุนรวมของ 25 โครงการนี้อยู่ที่กว่า 2 แสนล้านบาท และทุกโครงการต้องมีการลงทุนจริงไม่น้อยกว่า 20% ภายในระยะเวลาที่กำหนดตามเงื่อนไข
สำหรับก้าวต่อไป บีโอไอเตรียมขยายจำนวนใบอนุญาตเฉพาะทางเพิ่มเติมนอกเหนือจากใบอนุญาตพื้นฐานร่วมในเฟสแรก เช่น ใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือใบอนุญาตเฉพาะสำหรับธุรกิจเครื่องเล่นอย่างกรณีของ Skyline ที่ต้องขอผ่านกระทรวงมหาดไทย โดยจะเริ่มจากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายก่อนเป็นลำดับแรก
ความเร็วในการทำงานยังสะท้อนผ่านแนวทางการพิจารณาโครงการศูนย์ข้อมูลหรือ Data Center ที่มีกระแสคัดค้านเรื่องการใช้ไฟฟ้า น้ำ และเทคโนโลยีที่ใช้แรงงานน้อย นายนฤตม์ชี้แจงว่าบีโอไอไม่ได้ใช้แนวทางปฏิเสธหรือเปิดรับโดยไม่คัดเลือก แต่จะพิจารณาอย่างรอบคอบผ่านคณะกรรมการเฉพาะด้าน Data Center ทั้งในเรื่องทำเลที่ตั้งและประเภทของศูนย์ข้อมูล โดยจะนำข้อมูล Power Map และ Water Map มาประกอบการพิจารณาเพื่อไม่ให้กระทบต่อทรัพยากรของพื้นที่
พร้อมยกตัวอย่างพื้นที่แม่เมาะ จังหวัดลำปาง ซึ่งอยู่ระหว่างทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ว่ามีศักยภาพพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานสะอาดและฐานอุตสาหกรรมขั้นสูงในพื้นที่กว่า 10,000-15,000 ไร่ ใกล้กับแหล่งอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่ ซึ่งมีระบบคมนาคมที่สะดวก หากได้รับการผลักดันจะเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่รองรับอุตสาหกรรมขั้นสูงของประเทศ
ส่วนมาตรการภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าเป็น 30% จากเดิมที่บางกลุ่มเสียภาษีเพียง 2% นายนฤตม์อธิบายว่าเป็นความต่อเนื่องของนโยบายที่ดำเนินมาแล้ว 3-4 ปีผ่านหลายรัฐบาล โดยกล่าวว่า "เราต้องอธิบายว่าสิ่งที่เราทำมาตลอด 3-4 ปี ต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล ที่ต้องทำเพราะถ้าวันนั้นไม่ทำ วันนี้ฐานการผลิต EV จะไม่มาอยู่ไทย แต่จะไปอยู่อินโดนีเซียหรือมาเลเซียแทน เราทำเพื่อสร้างเงื่อนไขให้เขามาตั้งการผลิต"
อย่างไรก็ดีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าครั้งนี้มีเป้าหมายกระตุ้นให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีโรงงานในไทยตัดสินใจเข้ามาตั้งฐานการผลิต และกระตุ้นผู้ที่มีโรงงานอยู่แล้วให้เพิ่มกำลังการผลิตในประเทศมากขึ้น เนื่องจากหากนำเข้าราคาจะปรับสูงขึ้นทันที
ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ที่ตั้งฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยแล้วเกือบ 10 ค่าย ทั้ง BYD, GWM, ฉางอัน, MG และ GAC Aion ขณะที่ค่ายรถญี

