เปิดบทสรุปมุมมองนักลงทุนสถาบัน-กองทุนระดับโลกในงาน Thailand Focus 2026 มองหุ้นไทย เห็นความเสี่ยงหรือโอกาสอะไร
งาน Thailand Focus 2026 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ร่วมกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ BofA Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดขึ้นในปีนี้
มีผู้ลงทุนสถาบันร่วมงาน 220 ราย จาก 74 สถาบันทั่วโลก บทสรุปปีนี้ มีมุมมองต่อหุ้นไทยอย่างไร
อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการจัดงานในปีนี้ว่า ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยมีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมงานรวมกว่า 220 คน จาก 74 กองทุนชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ
เมื่อเจาะลึกเฉพาะกลุ่มกองทุนต่างประเทศ พบว่าปรับเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเป็น 42 กองทุน เพิ่มขึ้น 2 กองทุนจากปีก่อน และจำนวนผู้เข้าร่วมชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 40 กว่าคนเป็นกว่า 50 คน สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าต่างชาติพร้อมกลับมาศึกษาและมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดทุนไทย
“งานปีนี้ถือว่าคึกคักและประสบความสำเร็จมากๆ โดยเฉพาะการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญจากภาครัฐ ซึ่งตัวแทนระดับสูงจากภาครัฐได้ร่วมพูดคุยและเน้นย้ำว่าตลาดทุนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ สิ่งนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ” อัสสเดชกล่าว
นอกจากนี้ ตลท. ยังได้ฉายภาพทิศทางในอนาคตเพื่อกระจายความสนใจของนักลงทุนไปยังหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กนอกกลุ่ม SET100 โดยเตรียมผลักดันมาตรการต่างๆ รวมถึงการพิจารณาใช้กลไกอย่าง กองทุนพัฒนาตลาดทุน หรือ CMDF เพื่อสนับสนุนการทำบทวิเคราะห์หุ้นขนาดกลางและเล็ก เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพให้กับนักวิเคราะห์ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำว่าตัวบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เองก็จำเป็นต้องพัฒนาความสามารถและเร่งสร้างการเติบโตเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนด้วยเช่นกัน
✅ ปลดล็อกความเชื่อมั่น ต่างชาติ มองเสถียรภาพการเมืองไทยดีสุดในรอบ 20 ปี
อรกัญญา พิบูลธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ สาขาประเทศไทย Bank of America (BofA) เปิดเผยว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติเริ่มกลับมาให้ความสนใจลงทุนตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง เนื่องจากจุดเด่นที่สำคัญที่สุดในเวลานี้คือ เสถียรภาพของรัฐบาล (Government Stability) โดยถือเป็นครั้งแรกในประมาณ 20 ปีที่นักลงทุนมองเห็นความมั่นคงทางการเมืองและโอกาสในการสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย (Policy Continuity) อย่างแท้จริง จากการที่รัฐบาลชุดนี้มีฐานเสียงสนับสนุนข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกว่า 300 เสียง ซึ่งสร้างเสถียรภาพต่อการบริหารงาในระยะยาวของรัฐบาล
นอกจากโครงสร้างและการทำงานของทีมเศรษฐกิจ ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นกันนักลงทุน เพราะนายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองวางนโยบายปล่อยให้อิสระในการทำงานรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต่างๆ ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทำหน้าที่อย่างเต็มที่และประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งยังการดำเนินนโยบายระหว่างหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการประสานสอดประสานทำงานร่วมกันเป็นอยย่างดีที่ต่างจากในอดีต ซึ่งในอดีตมักเกิดภาพความขัดแย้งเชิงนโยบาย ระหว่างผู้ดำเนินนโยบายการเงิน และกระทรวงการคลัง แต่ในปัจจุบัน ภาพความขัดแย้งเหล่านั้นได้ถูกแทนที่ด้วยความร่วมมือและทิศทางนโยบายที่สอดรับกัน
นอกจากนี้ การปฏิรูประเบียบกฎหมายเพื่อจำกัดขั้นตอนของระบบราชการ ที่นำโดยทีมเศรษฐกิจที่เข้าใจภาพรวม ยังเป็นสัญญาณบวกที่นักลงทุนต่างชาติเฝ้ารอคอยมานาน
✅ ‘ดีบีเอส วิคเคอร์ส’ เปิดข้อมูลต่างชาติเปลี่ยนมุมมองหุ้นไทยเป็น Positive
นริศรา วิเศษโกสิน กรรมการบริหารอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด สะท้อนมุมมองจากการพูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติว่า ปัจจุบันมุมมองต่อประเทศไทยเปลี่ยนไปในเชิงบวก (Positive) และเห็น Thailand Investment Story ที่มีความชัดเจนและจับต้องได้มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ FDI, Digital Infrastructure, Data Center และ AI ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน
✅ นริศราได้สรุปมุมมองของนักลงทุนต่างชาติในเวทีปีนี้ผ่าน 3 เรื่อง สำคัญ ได้แก่
* Constructive คือ มุมมองเชิงบวกที่มีโครงสร้างรองรับและมองไปข้างหน้ามากขึ้น
* นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกซื้อหุ้นเฉพาะกลุ่ม (Selective) ไม่ได้เข้าซื้อทั้งตลาด (across the board) โดยพุ่งเป้าไปที่บริษัทที่มีความชัดเจนเรื่องกำไร (Earnings Visibility) มีความสามารถในการแข่งขัน และได้รับประโยชน์จากการเติบโตเชิงโครงสร้าง
* Growth Level โดยมองหาหลักฐานว่าการลงทุนรอบใหม่ของประเทศจะสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจและกำไรของภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน
“สัญญาณบวกที่น่าสนใจคือ มีกองทุนขนาดใหญ่ระดับโลก (Big-name Funds) บางกองที่ไม่ได้มาร่วมงาน Thailand Focus ตั้งแต่ปี 2018 ตัดสินใจเดินทางกลับมาในปีนี้ เนื่องจากเห็นว่า Turnover ของตลาดหุ้นไทยที่ดีขึ้นอย่างโดดเด่น”
นริศรา กล่าว
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังมีข้อกังวลและสิ่งที่อยากเห็นเพิ่มเติม ได้แก่ความกระตือรือร้นของกองทุนในประเทศ (Local Fund) ต่างชาติมองว่ากองทุนในประเทศควรเป็น First Wave หรือผู้ขับเคลื่อนกลุ่มแรกที่เข้าลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดกองทุนต่างชาติให้ไหลกลับเข้ามาอย่างมั่นใจ
รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับกรณีที่ NASDAQ จะเปิดซื้อขาย 23 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันทำการ โดยจะเริ่มปลายปีนี้ ซึ่งอาจดึงสภาพคล่องและกระแสเงินทุนต่างชาติ (Flow Flow) ออกจากตลาดเอเชีย รวมถึงตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ Turnover ลดลงและดัชนีปรับฐาน อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบอาจจำกัดเนื่องจากเวลาและฐานนักลงทุนที่มีพฤติกรรมแตกต่างกัน
✅ ‘ยูบีเอส’ ชี้นักลงทุนต่างชาติมอง ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น
พรชัย ประเสริฐสินธนา Vice Chairman – Investment Bank, Southeast Asia And Country Head Thailand บริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่ดึงดูดให้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวกลับขึ้นมาเป็นอันดับแรกคือ เสถียรภาพทางการเมือง (Political Stability) ของไทย
โดยจากการรับฟังถ้อยแถลงเชิงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ นักลงทุนมองว่าเป็นแผนงานและนโยบายงาน ซึ่งจับต้องได้จริง ไม่ใช่การขายฝัน โดยมีประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่
* นักลงทุนประเมินว่าไทยมีศักยภาพและมี Significant Upside ด้าน AI สูงมากในภูมิภาคอาเซียน แม้ว่าสิงคโปร์จะเริ่มอิ่มตัว (เต็มพื้นที่) และมาเลเซียก้าวเข้ามาเป็นอันดับสอง แต่ไทย (อันดับสาม) มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ และข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ (Geographical Advantage) ที่โดดเด่นมากในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลกำลังเตรียมออกกฎเกณฑ์และ Framework ในการกำกับดูแลการลงทุนด้าน AI อย่างเป็นระบบซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นเรื่องบวกและยั่งยืน
* เมกะเทรนด์ด้าน Data Center และ AI จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยหากไม่มีความมั่นคงด้านพลังงานและการส่งผ่านพลังงานสะอาด ดังนั้น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่สุด ซึ่งหวังว่าจะได้เห็นความชัดเจนภายใน 12-24 เดือนข้างหน้า และจะเป็น Big Driver ยกระดับตลาดหุ้นไทยขึ้นไปอีกขั้น
ในแง่ของกระแสเงินทุน (Flow) ปัจจุบันนักลงทุนสถาบันต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงมีสถานะ Underweight หุ้นไทยอยู่ เนื่องจากในช่วง 3 ปีก่อนหน้ามีการขายสุทธิสะสม และเพิ่งพลิกกลับมาซื้อสุทธิประมาณ 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ การปรับตัวขึ้นของดัชนีจากระดับ 1,200 จุดขึ้นมาจึงถือเป็น Low Base Effect
“สิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกำลังจับตามองมากที่สุดในตอนนี้คือ ‘The next stage of execution’ หรือความสามารถในการผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง การเติบโตและกระแสเงินทุนไหลเข้าที่แท้จริงและมีนัยสำคัญ (Move the needle) จะเป็นภาพในระยะกลางถึงยาวที่ขึ้นอยู่กับการลงมือทำของภาครัฐเป็นหลัก” พรชัยกล่าว
อย่างไรก็ดีให้จับตาดูช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์จะเริ่มออกรายงานคาดการณ์ โดยไปใช้ PE Base และ Earnings Forecast ของปี 2027 ซึ่งคาดว่าจะเห็น Upside Potential ที่เพิ่มสูงขึ้นอีก ทั้งนี้ ทุกอย่างยังคงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสำคัญคือ ความชัดเจนและการลงมือปฏิบัติจริงตามนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ (Execution) เป็นหลัก
✅ ‘เกียรตินาคินภัทร’ ชี้ดัชนีหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นฟื้น ยังมี Upside ไปได้ต่อ
ศุภโชค ศุภบัณฑิต กรรมการจัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า การฟื้นตัวรอบนี้ของตลาดหุ้นไทยเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น (Early Stage) และยังมี Upside ให้ไปต่อได้อีกมาก โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญดังนี้
* ความนิ่งทางการเมืองที่มาคู่กับนโยบายเติบโต แต่เสถียรภาพทางการเมืองที่ ‘นิ่ง’ อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะดึงดูดทุนได้ แต่ต้องเป็นความนิ่งที่มาพร้อมกับ Growth-oriented Policy หรือนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกบริบทและมองไปข้างหน้าเพื่อสร้างการเติบโต ซึ่งการแถลงของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในงานครั้งนี้ ได้สร้างความสบายใจและลดความกังวลให้แก่นักลงทุนต่างชาติอย่างมาก
* Valuation ที่ยังน่าดึงดูดใจอย่างมาก โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยปัจจุบันมีอัตราส่วน Forward PE หากไม่รวมหุ้น DELTA อยู่ที่ประมาณ 12 เท่ากว่าๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่อยู่ราว 15 เท่า สะท้อนว่ามูลค่าหุ้นไทยยังคงราคาถูกและมีความน่าสนใจสูงในเชิงเปรียบเทียบ
* การกลับมาของกลุ่มนักลงทุนสถาบันระยะยาว (Long-only) ซึ่งพฤติกรรมของทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในรอบนี้เริ่มเปลี่ยนไป นอกเหนือจากกลุ่มกองทุนตามดัชนี (Passive/Index Funds) แล้ว เริ่มเห็นนักลงทุนประเภท Long-only ที่เน้นถือครองหุ้นระยะยาวทยอยไหลกลับเข้ามาสะสมหุ้นไทยมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อเสถียรภาพของตลาดในระยะยาว
* มาตรการเพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity) ซึ่งทางผู้ลงทุนต่างชาติฝากแสดงความขอบคุณไปยัง ตลท. สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ช่วยดึงสภาพคล่องและกระตุ้นการซื้อขายให้กลับคืนสู่ตลาดหุ้นไทย
“ถ้าโครงสร้างทุกอย่างลงตัว เสถียรภาพการเมืองนิ่ง นโยบายรัฐบาลดีและชัดเจน ตัวบริษัทจดทะเบียนขยันผลักดันผลประกอบการให้เติบโต และตลาดหลักทรัพย์คอยสนับสนุนสภาพคล่องที่ดี ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ศุภโชคกล่าว
✅ ‘ซี แอล เอส เอ’ ชี้ปีนี้ตลาดหุ้นไทย เป็นตลาดเดียวที่ต่างชาติซื้อสุทธิ
Mr. Samir Kogar, Country Head บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดเดียวที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ
ในขณะที่ช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้รวมกัน นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิมาโดยตลอด และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากที่ผ่านมาคือ การเลือกตั้งครั้งใหม่และการริเริ่มนโยบายใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าจะยังมีความไม่แน่นอนทางการเมืองอยู่บ้าง ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติยังคงเลือกที่จะอยู่ในตลาดหุ้นไทยต่อไป เพราะมองเห็นการเติบโตของจีดีพี
เมื่อถามถึงเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปลายปี 2026 เพื่อเป็นแนวทางให้กับนักลงทุน ค่ายหลักทรัพย์ชั้นนำทั้ง 4 แห่ง มีมุมมองดังนี้
* บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) ให้เป้าหมายดัชนีไว้สูงสุดที่ 1,720 จุด อิงบน Forward PE 16.7 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี
* บล. เกียรตินาคินภัทร (KKPS), บล. ยูบีเอส (ประเทศไทย), บล.ซี แอล เอส เอ และ ให้เป้าหมายที่ตรงกันที่ 1,680 จุด
ที่มา the standard
วันที่ 27 สิงหาคม 2569

