EEC เร่งจัดโซนนิ่ง ‘Data Center’ แนวสายส่งบางปะกง จี้รัฐเคาะนโยบายหวั่นทุนไหลออก
✅ KEY POINTS
* EEC เร่งจัดโซนนิ่งสำหรับ Data Center โดยเล็งพื้นที่ตามแนวสายส่งไฟฟ้าบางปะกงซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรองรับ
* เสนอให้ผู้ลงทุน Data Center จัดหาแหล่งพลังงานสะอาดใหม่เอง เพื่อไม่ให้กระทบกับปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศ
* เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ทั้งด้านการใช้พลังงานสะอาดและอัตราค่าไฟฟ้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
* เตือนว่าหากนโยบายล่าช้า อาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศอื่น เนื่องจากมีกรอบเวลาตัดสินใจที่จำกัด
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เปิดเผยถึงประเด็นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในพื้นที่อีอีซี ว่า มีความพยายามจะดำเนินการจัดแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตหรือบริเวณอย่างชัดเจน หรือโซนนิ่ง (Zoning) โดยมองว่าควรที่จะไปตั้งอยู่ตรงพื้นที่ใดสักแห่ง เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับใช้ไฟฟ้าในบริเวณดังกล่าว
โดย EEC มองว่าควรที่จะต้องมีผู้ผลิตไฟให้ Data Center ใหม่ ไม่ใช่มาใช้ไฟที่ผลิตอยู่ปัจจุบัน เพราะนี่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือเรียกว่าเป็นการเปิดตลาดพลังงานที่ Data Center สามารถจะซื้อขายพลังงานและเตรียมพลังงานจับคู่กันมาได้ตั้งแต่แรก
“Data Center เป็นตลาดที่มีความต้องการใหม่ แต่วิธีการนั้นไม่ควรจะนำคนใหม่ไปแย่งเค้กก้อนเก่า ต้องนำเค้กก้อนใหม่มาให้ผู้บริโภครายใหม่“
✅ ไฟฟ้าส่วนเกิน 30% เป้า "Data Center"
ทั้งนี้ ต้องเรียนว่าการที่ Data Center ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เพราะเห็นว่าไทยมีการผลิตไฟฟ้าเกินประมาณ 30% แต่เมื่อเข้ามามากขึ้น ไฟฟ้าส่วนเกินดังกล่าวเหลือน้อยลง จึงทำให้ประชาชนกังวลว่าไฟฟ้าจะไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องมีการบริหารจัดการให้ดี โดยพิจารณาว่าพื้นที่ EEC ส่วนใดที่สามารถนำ Data Center ไปอยู่รวมกันได้ เพราะมีสายส่งรองรับอยู่แล้ว
“Data Center มีเงื่อนไขในการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นพลังงานใหม่ โดยในพื้นที่ EEC จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีแนวโน้มสนับสนุนพลังงานมากกว่าที่อื่น หรือจะกล่าวก็คือ เป็นการใช้โอกาสจากผู้ที่ต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าใหม่ผลิตไฟฟ้า (Suppy) โดยที่ธุรกิจ Data Center จะมีการลงทุนก้อนหนึ่ง และจะมีการลงทุนก้อนใหญ่อีกส่วนหนึ่งในการเตรียมพลังงานรองรับ ซึ่งคนไทยสามารถเข้าร่วมลงทุนได้”
อย่างไรก็ดี ต้องเรียนว่าการเติบโตของพื้นที่ EEC ได้ประมาณการณ์เผื่อในระยะยาวไว้ตั้งแต่ต้น โดยมีการคำนวณความต้องการใช้ไฟและการเข้ามาของ Data Center เข้าไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีความต้องการเข้ามาตลอด ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะเปิดรับแค่ไหนอย่างไร
ส่วนจะเปิดรับเวลาไหนคงต้องรอให้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) กำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพราะจะมีข้อจำกัดบางอย่างในเงื่อนไข โดยผู้ประกอบการที่อยู่ในมาตรฐานที่กำหนดเท่านั้นที่จะได้รับอนุญาติ เช่น การบังคับใช้พลังงานสะอาด และการต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนเรื่องไฟฟ้า ซึ่งผู้ประกอบการ Data Center อาจต้องพาพันธมิตรมาลงทุนเรื่องไฟฟ้าร่วมด้วย
อย่างไรก็ดี หากถามว่า EEC มีกำลังผลิตไฟฟ้ารองรับได้จำนวนเท่าไหร่นั้น คงไม่สามารถระบุได้ในเวลานี้ เพราะตัวเลขของผู้ลงทุนยังไม่แน่นอน และยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดอย่างน้อยน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งคือความต้องการตามศักยภาพ (Potential Demand) ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถหาไฟได้ขนาดไหน เวลาใด ซึ่งหากภายในปีนี้ยังไม่มีความชัดเจน นักลงทุนก็จะไปลงทุนที่อื่นเนื่องจากมีช่วงเวลาการตัดสินใจไม่นาน
“ที่ไทยได้ประโยชน์จาก Data Center ในปัจจุบันเพราะที่อื่นเต็ม นัdลงทุนจึงมองมาที่ไทยเพราะเคยมีไฟฟ้าส่วนเกินอย่างที่เรียนไว้ เมื่อส่วนเกินลดลงก็ต้องนำไฟสำรองมาใช้แล้วหาอย่างอื่นมาเติม หากต้องการได้ Data Center ก็ต้องเตรียมรองรับ แต่ถ้าไทยส่งสัญญาณว่าพอแล้ว นักลงทุนก็จะไปมองที่อื่น“
✅ แนะพิจารณาค่าไฟรอบครอบ
ดร.จุฬา ยังได้กล่าวต่อไปถึงประเด็นเรื่องของค่าไฟสำหรับ Data Center ซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดให้จ่ายในระดับสูงกว่าอุตสาหกรรมทั่วไปด้วยว่า เรื่องดังกล่าวยังต้องพิจารณากันอีกมาก เนื่องจากเวลาที่นักลงทุนจะตัดสินใจ ก็จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ (Feasibility Study) ตั้งแต่แรก หากมีการประเมินไว้ว่าค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 5-6 บาท แต่นโยบายของไทยระบุว่าในอนาคตจะขึ้นเป็น 9 บาท การลงทุนก็คงไม่เกิดขึ้นแน่นอนเพราะเกินกว่าต้นทุนที่ประเมินไว้
“EEC พร้อมรองรับ Data Center แต่ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าจะเปิดรับขนาดไหน ส่วนเรื่องน้ำที่ต้องการใช้จริงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะเทคโนโลยีใหม่มีการใช้น้ำลดลงอย่างมาก มีไว้เพื่อระบายความร้อนเท่านั้น ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการผลิต โดยปัจจุบันใช้ระบบหมุนเวียนระบายความร้อนเหมือนหม้อน้ำรถยนต์ เพื่อควบคุมไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินไป”
✅ เล็งพื้นที่แนวสายส่งบางปะกง
สำหรับโซนนิ่งเบื้องต้นของ Data Center นั้น ได้มีการพิจารณาโซนที่มีแนวสายส่งไฟฟ้ารองรับ เพราะสถานีไฟฟ้าต้องใช้สายส่งในการจ่ายไฟ การลงทุนสร้างสายส่งใหม่ต้องใช้เวลานาน โดยมองไว้ที่แนวสายส่งบางปะกงเชื่อมต่อกันไป
ขณะที่จังหวัดฉะเชิงเทราก็มีพื้นที่ที่สามารถทำได้ เพราะองค์ประกอบสำคัญมีทั้งน้ำ ไฟฟ้า และสายสื่อสาร จุดเด่นของ EEC คือมีเคเบิลใต้อ่าวไทย/ใต้ทะเล (Submarine Cable) ขนาดใหญ่อยู่ที่ระยองและชลบุรี ทำให้ระบบการสื่อสารและส่งผ่านข้อมูลทำได้เร็วระดับ 1/100 วินาที
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 17 กันยายน 2569

