ตุรกีเจ้าภาพ COP31 วางเป้า Net Zero ทุ่ม 8 หมื่นล้านดอลลาร์ พลิกโฉมพลังงาน
✅ KEY POINTS
* ตุรกี ในฐานะเจ้าภาพ COP31 ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2596
* ทุ่มงบลงทุนประมาณ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์ให้ได้ 120 กิกะวัตต์ ภายในปี 2578
* ออกกฎหมาย Climate Law เป็นฉบับแรก เพื่อวางกรอบการดำเนินงานและจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ของประเทศ
เจาะแผนตุรกี ประเทศเจ้าภาพ COP31 เร่งเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ Net Zero 2053 ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็น 120 GW ในปี 2578 วางงบลงทุน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ พร้อมออกกฎหมาย Climate Law รองรับระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ตุรกี ประเทศเจ้าภาพการประชุม COP31 เดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและระบบพลังงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2596 โดยกำหนดมาตรการครอบคลุมทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการวางกฎหมายรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ข้อมูลจากเอกสารการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) ฉบับที่ 2 หรือ NDC 3.0 ของตุรกี ซึ่งยื่นต่อสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ตุรกีประกาศความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2596 หลังให้สัตยาบันความตกลงปารีสในปี 2564
เป้าหมายดังกล่าวครอบคลุมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกภาคเศรษฐกิจ ได้แก่ พลังงาน อุตสาหกรรม การขนส่ง อาคาร เกษตรกรรม การจัดการของเสีย และการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้
✅ ตุรกีตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจก 466 ล้านตันในปี 2035
สำหรับเป้าหมายระยะกลาง ตุรกีกำหนดแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นลำดับ โดย NDC ฉบับปรับปรุงครั้งแรกกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 41% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับกรณีดำเนินธุรกิจตามปกติ (Business as Usual: BAU) โดยจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 695 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากระดับกรณี BAU ที่ 1,175 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ขณะที่ NDC 3.0 ซึ่งเป็นเป้าหมายฉบับล่าสุดที่ตุรกียื่นในปี 2568 กำหนดเป้าหมายสำหรับปี 2578 โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 466 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เมื่อเทียบกับกรณี BAU และจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ 643 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ทั้งนี้ เป้าหมายปี 2578 ครอบคลุมทุกภาคส่วนตามแนวทางของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) รวมถึงภาคพลังงาน กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ เกษตรกรรม การจัดการของเสีย และการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้
ตามที่ตุรกีรายงานในเอกสาร NDC 3.0 ว่า การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2596 จำเป็นต้องมีเงินลงทุนเพิ่มเติมในภาคพลังงาน อาคาร อุตสาหกรรม การขนส่ง เกษตรกรรม และป่าไม้ คิดเป็นมูลค่าอย่างน้อย 1.7% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ต่อปี เมื่อเทียบกับแนวโน้มการลงทุนในปัจจุบัน
✅ ลงทุนพลังงานหมุนเวียน 8 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งเป้าลม-แสงอาทิตย์ 120 GW
หนึ่งในกลไกสำคัญที่ตุรกีใช้ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero คือการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผน Renewable Energy 2035 Roadmap ที่รัฐบาลตุรกีประกาศในเดือนตุลาคม 2567
ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ระบุว่า แผนดังกล่าวตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตติดตั้งสะสมจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์เป็น 120,000 เมกะวัตต์ หรือ 120 GW ภายในปี 2578 จากระดับประมาณ 30 GW ในปี 2567 โดยประเมินว่าต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 80,000 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมนอกชายฝั่ง (Offshore Wind) เป็น 5 GW ภายในปี 2578 พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน
ตามที่ IEA รายงานว่า การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายส่งไฟฟ้าของตุรกีมีมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีแผนก่อสร้างสายส่งไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (HVDC) ระยะทาง 14,700 กิโลเมตร ความสามารถในการส่งไฟฟ้ารวม 40 GW สายส่งไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ประมาณ 15,000 กิโลเมตร และสถานีแปลงไฟฟ้า HVDC จำนวน 40 แห่ง
แผนดังกล่าวยังรวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้าระหว่างประเทศ โดยตั้งเป้าความสามารถในการส่งออกไฟฟ้า 6,750 เมกะวัตต์ และนำเข้าไฟฟ้า 6,600 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานระบบส่งไฟฟ้าสีเขียว
✅ ถ่านหิน-ก๊าซธรรมชาติยังครองสัดส่วนผลิตไฟฟ้าเกินครึ่ง
แม้ตุรกีจะเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แต่การเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานยังมีความท้าทาย เนื่องจากเชื้อเพลิงฟอสซิลยังมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศ
ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติตุรกีระบุว่า ในปี 2568 ตุรกีผลิตไฟฟ้ารวม 366.9 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh) โดยมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน 33.3% ก๊าซธรรมชาติ 22.3% พลังน้ำ 15.7% พลังงานแสงอาทิตย์ 11.9% พลังงานลม 10.8% พลังงานความร้อนใต้พิภพ 3.1% และแหล่งพลังงานอื่น ๆ 3%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและก๊าซธรรมชาติยังมีสัดส่วนรวมกัน 55.6% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ขณะที่พลังงานลมและแสงอาทิตย์รวมกันมีสัดส่วน 22.7%
ส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 127,355 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นพลังน้ำ 25.4% พลังงานแสงอาทิตย์ 22.2% ก๊าซธรรมชาติ 19.5% ถ่านหิน 17.3% พลังงานลม 12.2% พลังงานความร้อนใต้พิภพ 1.4% และแหล่งพลังงานอื่น 2.1%
ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกำลังการผลิตติดตั้งกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จริง โดยแม้พลังงานหมุนเวียนจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในกำลังการผลิตติดตั้ง แต่ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้าของตุรกี
✅ ออกกฎหมาย Climate Law วางกรอบระบบซื้อขายคาร์บอน
นอกจากการลงทุนด้านพลังงานแล้ว ตุรกียังวางกรอบกฎหมายเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 รัฐสภาตุรกีได้ผ่านกฎหมาย Climate Law หมายเลข 7552 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นับเป็นกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกที่วางกรอบการดำเนินงานอย่างครอบคลุมของประเทศ
ข้อมูลจากเอกสาร NDC 3.0 ของตุรกีระบุว่า กฎหมายดังกล่าวกำหนดกรอบการดำเนินงานทั้งด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมวางพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับการจัดตั้งระบบซื้อขายสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ (Emissions Trading System: ETS)
ระบบ ETS จะใช้หลักการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ผู้ประกอบการสามารถซื้อขายสิทธิดังกล่าวได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสำคัญของระบบ ETS ทั้งวิธีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตธุรกิจที่ต้องปฏิบัติตาม การจัดสรรสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และระยะเวลาการปฏิบัติตามข้อกำหนด ยังอยู่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลำดับรอง
ตามที่เอกสาร NDC 3.0 รายงานว่า ตุรกีได้พัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Monitoring, Reporting and Verification: MRV) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 โดยครอบคลุมโรงงานและสถานประกอบการมากกว่า 800 แห่งในภาคพลังงานและอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณครึ่งหนึ่งของประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลรองรับการดำเนินงานของระบบ ETS
นอกจากนี้ กฎหมาย Climate Law ยังวางพื้นฐานสำหรับการจัดทำระบบการจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจสีเขียวของตุรกี (Türkiye Green Taxonomy) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจใดมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อความยั่งยืนได้
ข้อมูลจาก NDC 3.0 ระบุว่า ระบบ Green Taxonomy อยู่ระหว่างการจัดทำ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในสิ้นปี 2569 และจะพัฒนาให้สอดคล้องกับระบบ EU Taxonomy ของสหภาพยุโรป ครอบคลุมเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม 6 ด้าน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้และคุ้มครองทรัพยากรน้ำและทรัพยากรทางทะเลอย่างยั่งยืน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน การป้องกันและควบคุมมลพิษ และการคุ้มครองและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ
✅ วางยุทธศาสตร์ 89 ข้อ ครอบคลุม 18 ภาคส่วน
ขณะเดียวกัน ตุรกียังจัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวด้านสภาพภูมิอากาศ (Long-Term Climate Strategy: LTS) ซึ่งประกาศในที่ประชุม COP29 ที่กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ในปี 2567 เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero 2053
ข้อมูลจากเอกสาร NDC 3.0 ระบุว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการ 89 ข้อ ครอบคลุม 18 ภาคส่วนด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องในภาพรวม 4 ด้าน ได้แก่ การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ การพัฒนาเทคโนโลยี การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม และการพัฒนาศักยภาพ
นอกจากนี้ ตุรกียังมีแผนปฏิบัติการด้านการลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างปี 2567-2573 ซึ่งกำหนดยุทธศาสตร์ 49 ข้อ และมาตรการดำเนินงาน 260 รายการ ครอบคลุม 7 ภาคส่วนหลัก ขณะที่แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงเวลาเดียวกัน ครอบคลุม 11 ภาคส่วน โดยมียุทธศาสตร์ 40 ข้อ และมาตรการดำเนินงาน 129 รายการ
สำหรับแผนด้านการปรับตัวให้ความสำคัญกับทรัพยากรน้ำ เกษตรกรรม ความยืดหยุ่นของเมือง สาธารณสุข ความหลากหลายทางชีวภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม การขนส่ง พลังงาน การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการพัฒนาสังคม
การดำเนินงานทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า ตุรกีกำลังใช้ทั้งนโยบายพลังงาน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero 2053
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การลดการพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ การระดมเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงระบบพลังงาน และการผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับกติกาคาร์บอนที่กำลังพัฒนา
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569

