บทบาทของสิทธิบัตร ต่อนวัตกรรมไทย
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคนี้สิ่งสำคัญที่ดึงดูดความสนใจจากผู้คนจำนวนมากได้ คือ "นวัตกรรม" (innovation) ที่สร้างคุณค่าในรูปแบบใหม่ หรือตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค เช่น การมอบประสบการณ์ใหม่ การแก้ปัญหา ลดความลำบากและเพิ่มความสะดวกสบาย อย่าง ChatGPT หรือ แว่นเทคโนโลยี Augmented Reality (AR) ที่ผสมผสานระหว่างโลกจริงและโลกเสมือน ที่เปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
และยิ่งธุรกิจต้องเผชิญผลกระทบจากวิกฤตโควิดที่ทำให้การเติบโตหยุดชะงักไป นวัตกรรมจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกธุรกิจให้เติบโตได้ โดยหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อนวัตกรรม คือ การมีระบบสิทธิบัตร (patent) ที่ดี ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจให้บริษัทสร้างนวัตกรรม
บทความนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตรที่มีต่อนวัตกรรม องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO) ให้นิยาม สิทธิบัตร ว่าเป็นสิทธิที่ให้กับสิ่งประดิษฐ์ หรือกระบวนการที่สร้างประโยชน์ใหม่ หรือ นวัตกรรม
โดยสิทธิบัตรให้การคุ้มครอง (protection) แก่ผู้คิดค้นนวัตกรรม ให้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ภายในระยะเวลาที่กำหนด (term of patent) ซึ่งมักจะคุ้มครองเป็นเวลา 20 ปี เพื่อตอบแทนบุคคลที่สร้างสรรค์นวัตกรรมดังกล่าว ซึ่งต้องใช้ทั้งสติปัญญา เวลา และทุน ดังนั้น ระบบสิทธิบัตรที่ดีจะช่วยดึงดูดให้เกิดการถ่ายทอดนวัตกรรมและการลงทุนจากชาวต่างชาติ
เนื่องจากระบบการคุ้มครองสิทธิบัตร ทำให้บริษัทต่างชาติที่เป็นเจ้าของนวัตกรรมมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า จะไม่ถูกบริษัทในประเทศ ลอกเลียนแบบเทคโนโลยี เช่นเดียวกับที่หลายงานวิจัยพบว่า ระบบสิทธิบัตรที่เข้มแข็งในประเทศกำลังพัฒนา ช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรงของชาวต่างชาติ (Foreign Direct Investment : FDI) ได้
นอกจากนี้ การจดสิทธิบัตรจะมีข้อบังคับให้ผู้คิดค้นเปิดเผยรายละเอียดสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ดังกล่าวต่อสาธารณชนอย่างชัดเจน เพื่อมุ่งให้เกิดการเผยแพร่ความรู้และนำไปสู่การต่อยอดการวิจัยและพัฒนา ด้วยเหตุดังกล่าว คนส่วนหนึ่งจึงเห็นด้วยกับความคุ้มครองตามกฎหมายของสิทธิบัตร เพื่อส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอีกมุมหนึ่ง คนบางกลุ่มมองว่าสิทธิบัตรอาจไม่ได้นำมาซึ่งสิ่งที่ดีเสมอไป ในช่วงระยะเวลาที่ผู้คิดค้นได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตรนั้น ผู้คิดค้นจะมีสิทธิในผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว จึงทำให้เกิดการผูกขาดทางการค้า
ตัวอย่างเช่น บริษัท A จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ ในช่วงเวลาการคุ้มครองจากสิทธิบัตร บริษัท A จะสามารถผลิต จำหน่าย นำเข้า ผลิตภัณฑ์ หรืออนุญาตให้บริษัทอื่น ใช้สิทธิบัตรนั้นโดยได้รับค่าตอบแทน เท่ากับว่าบริษัทอื่น ๆ ถูกกีดกัน (exclusion) ออกจากตลาด
การค้าผลิตภัณฑ์นั้นเกิดการจำกัดการแข่งขัน และ บริษัท A สามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น
ทั้งนี้ สำหรับประเทศไทยในทศวรรษที่ผ่านมา ราคาสินค้าในอุตสาหกรรมที่มีการจดสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากโดยเฉลี่ยแล้วจะแพงกว่าราคาสินค้าในอุตสาหกรรมที่มีการจดสิทธิบัตรน้อย ถึง 2 เท่า ผลด้านราคานี้ถือเป็นหนึ่งในข้อเสียของสิทธิบัตรที่มีต่อผู้บริโภคในบริบทของไทย
จากข้อมูลของ WIPO การยื่นขอสิทธิบัตรในประเทศไทยเทียบกับเมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว มีอัตราการเติบโตถึง 55% แต่หากลองคลี่ข้อมูลดูแล้ว จะพบว่าสัดส่วนของการยื่นขอสิทธิบัตรในไทย เกือบ 90% เป็นการยื่นขอของบริษัทต่างชาติ ส่วนที่เหลืออีก 10% เป็นบริษัทไทยที่คาดว่าส่วนใหญ่คือบริษัทขนาดใหญ่
ล่าสุดในปี 2564 ทั่วโลกมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรทั้งหมด 3.46 ล้านฉบับ โดยบริษัทไทยยื่นขอสิทธิบัตรรวมทั้งสิ้น 1,548 ฉบับ ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนการยื่นขอสิทธิบัตรของบริษัทสัญชาติเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ยังมีจำนวนที่น้อย
กว่าบริษัทจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง สิงคโปร์ และญี่ปุ่น ถึง 8 และ 266 เท่าตามลำดับ
ชวนให้คิดว่าเหตุใดจำนวนการจดสิทธิบัตรของบริษัทไทยจึงมีน้อย ? ผู้ขอจดสิทธิบัตรย่อมมีต้นทุน เริ่มตั้งแต่การศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิบัตร การค้น ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่สามารถยื่นขอจดสิทธิบัตรได้ การจัดทำเอกสารต่าง ๆ รวมไปถึงค่าใช้จ่าย หรือค่าธรรมเนียม ซึ่งต้นทุนในการขอจดสิทธิบัตรอาจจะสูงเกินไป โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจรายย่อย หรือ SMEs ที่ไม่ได้มีเงินทุนหมุนเวียนมากนัก
หรืออีกนัยหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากนวัตกรรมที่คิดค้น และพัฒนาจากคนไทยจริง ๆ นั้นมีน้อย การส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจึงเป็นโจทย์ที่ท้าทาย ยิ่งในยุคนี้ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าบริษัทที่จดสิทธิบัตรในไทยส่วนมากจะเป็นบริษัทต่างชาติ แต่เมื่อระยะเวลาการคุ้มครองของสิทธิบัตรสิ้นสุดลง บริษัทไทยก็สามารถนำเอาเทคโนโลยีที่เปิดเผยไว้ในสิทธิบัตรไปใช้ต่อได้ ซึ่งหากระยะเวลาคุ้มครองนานเกินไป บริษัทเจ้าของสิทธิบัตรก็จะได้กำไรเหนือตลาดเป็นระยะเวลานาน
ในทางกลับกัน หากระยะเวลาคุ้มครองสั้นเกินไปก็อาจบั่นทอนแรงจูงใจในการพัฒนาและวิจัย จนไม่เกิดนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ การพิจารณาจุดสมดุลของระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร (term of patent) ให้เหมาะสมกับประเภทของนวัตกรรมและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศ จึงเป็นจุดสำคัญที่ผู้เขียนมองว่าจะทำให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และนำไปสู่ประโยชน์สูงสุดต่อทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจได้นั่นเอง
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 19 มิถุนายน 2566