อินโดฯขย่มไทย ชิงฮับรถอีวีอาเซียน
ในการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 24-26 มิถุนายน ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เตรียมข้อมูลนำเสนอโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ในประเทศไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่นักลงทุนจีนให้ความสนใจมาก รวมถึงการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่กำลังมาแรง
เมื่อกล่าวถึงอุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สาคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ที่สาคัญของโลก จนได้ฉายา “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” ในปี 2565 ผลิตรถยนต์ได้จำนวน 1.9 ล้านคัน สูงที่สุดในอาเซียน และเป็นอันดับ 10 ของโลก
ทั้งยังได้ตอกย้ำจากยอดการผลิตรถยนต์ปีนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า ปี 2566 อยู่ที่ 1,950,000 คัน เพิ่มขึ้น 3.53% จากปี 2565 ที่ผลิตได้ 1,883,515 คัน
ความโดดเด่นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่เพียงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ไทยมีโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวที่ 1 คือ รถกระบะ และตัวที่ 2 คือ รถยนต์ประหยัดพลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม (อีโคคาร์) ล่าสุดไทยตั้งเป้าหมายเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% (บีอีวี) และชิ้นส่วนที่สำคัญของภูมิภาค จากยอดผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องทำให้ได้ คือ 725,000 คันต่อปี คิดเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด ภายในปี 2573 จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาท
“นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2566 บริษัทรถยนต์ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รวม 24 โครงการ จาก 16 บริษัท มูลค่า 75,710 ล้านบาท ผลิตรถยนต์รวม 719,195 คัน ในจำนวนนี้แยกเป็นเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือบีอีวี 14 โครงการ จาก 13 บริษัท มูลค่า 33,970 ล้านบาท ผลิตรถยนต์ 276,640 คัน
อีกแรงสนับสนุนยังมาจากแพคเกจอีวี 3.0 ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ที่มอบส่วนลดอีวีสูงสุด 1.5 แสนบาทต่อคัน และลดภาษีนำเข้าสูงสุด 40% ตลอดจนภาษีสรรพสามิตเหลือ 2% ด้วย
ข้อมูลกระทรวงการคลังระบุว่า บริษัทที่เข้าร่วมมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (แพคเกจอีวี) แล้ว 9 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด (MG) 2.บริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด (GWM) 3.บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (TOYOTA) 4.บริษัท กรีน ฟิวเตอร์ จำกัด 5.บริษัท ไมน์ โมบิลิตี คอร์ปอเรชั่น จำกัด 6.บริษัท เรเวอร์ ออโตโมทีฟ จำกัด 7.บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด 8.บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด 9.บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด
รวมทั้งอีก 3 บริษัทผู้ประกอบอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ได้แก่ 1.บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (Deco Green) 2.บริษัท เอช เซม มอเตอร์ จำกัด และ 3.บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด
ส่วนค่ายที่กำลังหารือ ได้แก่ รถยนต์ฮอนด้า กับเทสล่า เชื่อว่าจะตอบรับเช่นกัน นอกจากนี้คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พิจารณาแพคเกจอีวี 3.5 เพื่อดึงค่ายรถยนต์ยุโรป อาทิ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และบีเอ็มดับเบิลยู
ปัจจุบันแม้ไทยจะยังเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์แห่งเอเชีย แต่ก็มีคู่แข่งสำคัญอย่างอินโดนีเซียที่จะก้าวขึ้นมาท้าชิงตำแหน่ง “นิคเค” สำนักข่าวเศรษฐกิจชั้นนำของญี่ปุ่นเสนอบทวิเคราะห์ว่า อินโดนีเซียได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรด้านเหมืองแร่ที่มีในประเทศ อุดช่องว่างในการผลิตรถยนต์ที่กำลังเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกไปสู่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ๆ แทนที่รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม
ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซีย ยังใช้โอกาสในการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ชาติ ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ล็อบบี้ผู้นำโลกในการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซียอย่างจริงจัง ขณะที่ไทยยังคงวุ่นวายกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ทั้งนี้ การผลิตรถยนต์ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 เคยผลิตสูงสุดที่ 2.45 ล้านคัน เหลือเพียง 1.88 ล้านคัน ในปี 2565 หรือลดลง 23% เนื่องจากการย้ายฐานการผลิตออกจากไทย ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในปี 2553 ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน การผลิตรถยนต์ในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% อยู่ที่ 1.47 ล้านคัน ในปี 2565 เทียบเคียงได้เท่ากับ 80% ของอัตราการผลิตรถยนต์ในไทย และตัวเลขการผลิตรถยนต์ของอินโดนีเซียในปีนี้อาจจะสูงถึง 1.6 ล้านคัน
สิ่งที่ถือเป็นจุดแข็งแกร่งที่สุดของอินโดนีเซียคือนิกเกิลที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นวัสดุสำคัญสำหรับการผลิตแบตเตอรี่สำหรับอีวี
อินโดนีเซียมีการผลิตนิกเกิลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแหล่งสำรองนิกเกิล น่าจะมีปริมาณมากที่สุดในโลก และโดยทั่วไป แบตเตอรี่ของรถอีวีจะมีน้ำหนักมากหลายร้อยกิโลกรัม โรงงานผลิตแบตเตอรี่อีวีจึงมักจะอยู่ใกล้กับโรงงานประกอบรถยนต์อีวี เช่นเดียวกันโรงงานผลิตแบตเตอรี่ก็จะดึงดูดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
อินโดนีเซียได้ส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายของรัฐบาล ตั้งแต่การลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าบางรุ่นจาก 11% เป็น 1% ที่เริ่มในเดือนเมษายน รัฐบาลอินโดนีเซียยังตั้งเป้าส่งเสริมการผลิตในประเทศพร้อมกับการขายรถยนต์อีวี มีการจำกัดสิทธิสำหรับรถยนต์ที่ขายว่าต้องใช้ส่วนประกอบในประเทศอย่างน้อย 40%
ปัจจุบันมีผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกกำลังสร้างโรงงานหรือวางแผนสร้างโรงงานที่เกี่ยวเนื่องกับรถอีวีในอินโดนีเซีย อาทิ แอลจีของเกาหลีใต้กับฮุนไดมอเตอร์กำลังสร้างโรงงานแบตเตอรี่ร่วมกัน คาดว่าจะเริ่มในปี 2567 และ CATL ของจีน ผู้ผลิตแบตเตอรี่อีวีรายใหญ่ที่สุดในโลก ก็มีแผนสร้างโรงงานแห่งใหม่ในอินโดนีเซีย
ฮุนไดมอเตอร์ของเกาหลีใต้และ SAIC-GM-Wuling ของจีนก็เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอินโดนีเซียตั้งแต่ปี 2565
กล่าวกันว่าเทสล่าใกล้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นสร้างโรงงานที่อินโดนีเซีย ล่าสุดเมื่อเดือนเมษายน รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศว่า โพล์กสวาเกนร่วมกับฟอร์ดมอเตอร์กำลังพิจารณาลงทุนในโครงการผลิตนิกเกิลในอินโดนีเซียอีกด้วย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกไปสู่อีวี สูตรสำเร็จของประเทศที่เคยเป็นฐานการผลิตของรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลกลายเป็น
สิ่งล้าสมัย อย่างไรก็ดี รัฐบาลไทยได้ประกาศตั้งเป้าหมายผลิตรถอีวีให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรถยนต์ใหม่ที่ผลิตในประเทศภายในปี 2573 มีการลดภาษีและให้เงินอุดหนุนสำหรับผู้ผลิตที่มีแผนที่จะเข้ามาผลิตรถยนต์อีวีในไทย ขณะที่ภาษีรถยนต์นั่งอีวีจะลดลงจาก 8% เหลือ 2% ส่วนรถกระบะที่ได้รับความนิยมในไทยจะไม่มีการเก็บภาษี
ในเดือนเมษายน Changan Automobile ของจีนประกาศการลงทุนมูลค่า 9.8 พันล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตรถอีวีในไทย เช่นเดียวกับ SAIC Motor และ Great Wall Motor ของจีนมีแผนผลิตรถในประเทศไทยเช่นกัน
รัฐบาลไทยยังได้ประกาศแผนกลยุทธ์การลงทุนระยะ 5 ปี รวมถึงการยกเว้นภาษีเป็นเวลา 10-13 ปี สำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง ขณะที่ผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพยังมีสิทธิได้รับการลดหย่อนภาษี ส่วนเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน โตโยต้าประกาศว่าจะร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์เพื่อใช้ก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์ผลิตไฮโดรเจนที่อาจนำไปใช้กับรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง
ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยพยายามแซงหน้าด้วยการขยายการเข้าถึงที่ไม่ได้อยู่ที่เพียงรถยนต์อีวี แต่ยังรวมถึงรถยนต์พลังงานใหม่ทั้งหมด ยิ่งทำให้การแข่งขันเพื่อช่วงชิงสถานะดีทรอยต์แห่งเอเชียกับอินโดนีเซียจะยิ่งทวีความร้อนแรงมากขึ้นไปอีก
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 21 มิถุนายน 2566