"เอกชนไทย" ประสานเสียงพร้อมรับ "นักลงทุนจีน" ชูจุดแข็งศูนย์กลางแห่งอาเซียน
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 66 ในงานเสวนาหัวข้อ ภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย ในการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 (World Chinese Entrepreneurs Convention: WCEC) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
ธปท.คาดนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยปี 66 กว่า 5 ล้านคน
นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยช้ากว่าประเทศอื่นในเอเชีย เนื่องจากเศรษฐกิจไทยพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวมากกว่าประเทศอื่น โดยข้อมูล ณ กลางเดือน มิ.ย. 66 มีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยแล้ว 12 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีน 1.3 ล้านคน อย่างไรก็ตามธปท. คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยว ณ สิ้นปี 66 จะอยู่ที่ 29 ล้านคน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยที่ 5 ล้านคน
ขณะที่ปี 67 คาดว่าไทยจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 35 ล้านคน ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดการระบาดของโควิด ซึ่งการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวจะมีความสำคัญกับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวจะเชื่อมโยงกับภาคบริการและส่งผลให้การจ้างงานในประเทศกระจายตัวมากขึ้น ทั้งนี้ธปท. คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 66 จะเติบโตที่ 3.6%
“ปัจจุบันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้นมาก แต่รายได้นอกภาคการเกษตรดีขึ้นพอสมควรใกล้เคียงกับระดับก่อนโควิด ขณะที่ภาคการลงทุนเติบโตได้สูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว ในส่วนของเงินเฟ้อเดือน พ.ค. อยู่ที่ 0.5% ซึ่งต่ำสุดในประเทศกำลังพัฒนาและเกือบจะต่ำที่สุดในโลก”
ด้านระบบการเงินไทยมีความเข้มแข็ง เนื่องจากช่วงเกิดการระบาดของโควิดธปท. ได้การผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ซึ่งทำให้สถาบันการเงินดำเนินการต่อได้ต่อเนื่อง ด้านภาคต่างประเทศไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีความเข้มแข็ง เนื่องจากปัจจุบันไทยมีทุนสำรองสูงถึง 1.7 เท่าของจีดีพี หนี้ต่างประเทศอยู่ที่ 40% ของจีดีพี ขณะที่หนี้ระยะสั้นของไทยมีน้อยซึ่งในอนาคตไทยจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องภาระหนี้ที่สูงขึ้นจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังมีความเป็นห่วงต่อปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 86.7% ต่อจีดีพี ขณะที่การกระจายตัวของภาระหนี้ไม่เท่ากันโดยอยู่ที่ผู้มีรายได้น้อยเป็นส่วนมาก อย่างไรก็ตามปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องใช้เวลาในการจัดการ โดยหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินมาตรการเพื่อแก้ไขเรื่องนี้มาโดยตลอด เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ ดูแลดอกเบี้ย การให้ความรู้ทางการเงิน และธปท. ยังอยู่ระหว่างการออกเกณฑ์เพื่อให้สถาบันการเงินดูความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ก่อนจะปล่อยกู้ด้วย
นอกจากนี้ธปท. ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในต่างประเทศจากการที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาชะลอตัวลงจากภาวะดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำอยู่ที่ 2% ซึ่งต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐและอาจต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียนขณะที่แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยจะไม่ขึ้นเร็วและแรงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาคการลงทุน
นายเมธี กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าจะเติบโตได้จากภาคการท่องเที่ยวและจากการบริโภคภายในประเทศ โดยเป็นผลมาจากผู้มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงเริ่มออกมาใช้จ่ายมากขึ้นโดยเฉพาะการซื้อสินค้าคงทน เช่น รถยนต์ สำหรับการส่งออกคาดว่าจะชะลอลงโดยอาจจะเห็นติดลบเล็กน้อยเนื่องจากความผันผวนในต่างประเทศที่กระทบกับการค้าโลก
ด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามธปท. ยังมีความกังวลว่าหากภาคการท่องเที่ยวเติบโตได้ดีจะเป็นสิ่งที่กระตุ้นเงินเฟ้อให้เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้หากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้มากขึ้นอาจเห็นผู้ประกอบการส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคมากขึ้นจากที่ปัจจุบันส่งผ่านน้อยเนื่องจากการแข่งขันสูง
“ในช่วงต่อจากนี้สิ่งที่จะเห็นแน่นอนคือตลาดการเงินโลกจะมีความผันผวนสูง หน้าที่ของธปท. คือสร้างเครื่องมือให้ผู้เกี่ยวข้องกับการค้าต่างประเทศดำเนินการได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามธปท. ไม่มีความกังวลต่อภาคต่างประเทศของไทย
โดยสิ่งที่ธปท. ห่วงมากขึ้นคือค่าจ้างหากเพิ่มขึ้นอยากรวดเร็วจะสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ความอยู่รอดของธุรกิจขนาดเล็กจะมีปัญหา และที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในต่างประเทศและนโยบายของรัฐบาลใหม่ที่มีนโยบายในการกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างมากซึ่งจะมีผลต่อการขาดดุลงบประมาณ ต่อความยั่งยืนทางการคลัง และเงินเฟ้อในระยะยาว”
ทั้งนี้ประเทศไทยยังมีเรื่องในระยะยาวที่ต้องดำเนินการต่อ เช่น เรื่องการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคธนาคาร ซึ่งปัจจุบันไทยได้มีการเชื่อมต่อการชำระเงินผ่าน QR Code ระหว่างประเทศกับหลายประเทศแล้ว นอกจากนี้ ธทป. ยังอยู่ระหว่างพัฒนา Central Bank Digital Currency หรือ CBDC โดยพัฒนาทั้งในฝั่งรายย่อยหรือ Retail CBDC และระหว่างประเทศในระดับภาคการเงิน หรือ Wholesale CBDC ซึ่งจะเป็นอีกระบบที่มารองรับระบบ SWIFT ได้
นอกจากนี้ไทยยังต้องพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว เรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ อย่างไรก็ตามปัจจุบันไทยมีหลายเรื่องที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น EEC รถไฟไทยจีน และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยเพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อภาคธุรกิจ
“หอการค้า” เผยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนมูลค่ากว่าแสนล้านบาท :
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศจีนเป็นประเทศมหาอำนาจในทุกมิติของโลกโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคม โดยประเทศไทยและจีนมีความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุนซึ่งเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมาไทยส่งออกไปจีน 1.19 ล้านล้านบาท และมีมูลค่านำเข้าสินค้าจากจีน 2.49 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ไทยเสียดุลการค้า 1.3 ล้านล้านบาท
อย่างไรก็ตามสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนจะเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้ในการผลิตซึ่งเป็นกลุ่มที่มาต่อยอดต่ออุตสาหกรรมไทยได้ ขณะที่จีนยังมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในไทยผ่าน BOI และ EEC นอกจากนี้ในด้านภาคการเกษตรไทยสามารถส่งออกสินค้าเกษตรไปให้จีนได้ถึง 1 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา
“เราเชื่อว่าความสัมพันธ์ไทยจีนไม่มีโอกาสที่จะขาดออกจากกัน ต้องขอบคุณชาวจีนที่เข้ามาในไทย การพบประกันครั้งนี้จะมีประโยชน์และมีความสำคัญมากต่อทั้งประเทศจีนและไทย ในช่วงต่อจากนี้แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลแต่เชื่อว่าภาคเอกชนไทยเข้มแข็งมากและมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้”
“ชาติศิริ” เผย ไทยคือประตูสู่อาเซียน :
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จีนและไทยมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในช่วงตลอด 100 ปีที่ผานมา ซึ่งประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนให้ความสำคัญกับประเทศจีน โดยในปี 2565 ที่ผ่านมาปีจีนยังคงเป็นคู่ค่าอันดับ 1 ของไทยติดต่อกัน 11 ปี มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นเป็น 3.9 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกันจีนเป็นประเทศที่มีนักลงทุนมาไทยมากสุดและนอกจากร่วมมือภาคเศรษฐกิจของจีนแล้วยังมีความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับฮ่องกงด้วย นอกจากนี้ไทยยังให้ความสำคัญที่จะร่วมมือกับ Greater Bay Area ของฮ่องกง มาเก๊า และกวางตุ้ง โดยขับเคลื่อนพื้นที่ EEC อีกด้วย
“ไทยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจอันดับ 2 ในอาเซียน และในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ไทยยังเป็นประตูสู่ภูมิภาคอาเซียนด้วย ดังนั้นในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไทยจะมีโอกาสในการร่วมมือกับจีนได้อีกมาก”
นายชาติศิริ กล่าวต่อว่า ภายใต้เศรษฐกิจทั่วโลกที่มีปัญหาซบเซาจากผลกระทบของโควิด ไทยยังเป็นประเทศไทรามีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจดี นอกจากนี้ปัจจุบันไทยยังเปิดประเทศแล้ว 100% รวมถึงยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมยางพารา ยานยนต์ไฟฟ้า และภาคอิเล็กทรอนิกส์ จึงเหมาะที่จะเป็นประเทศที่เป็นฐานของการลงทุน โดยนักลงทุนจีนสามารถใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปสู่ประเทศทั่วโลก
“ไทยจะแสดงบทบาทสำคัญผ่าน EEC ซึ่งที่ผ่านมาจีนได้เข้ามาลงทุนในไทยเยอะมากโดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ และ ยางพารา โดยปัจจุบันไทยยังได้ให้ความสำคัญต่อการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุน
นอกจากนี้เพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจโลกไทยยังได้ขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนยอีกด้วยซึ่งเป็นโอกาสให้กับผู้ผลิตรถยนต์ที่ปัจจุบันล้วนมีฐานการผลิตในไทยอยู่แล้ว”
นายชาติศิริ กล่าวว่า สุดท้ายในฝั่งของธนาคารกรุงเทพได้เข้าไปตั้งสาขาในฮ่องกงเมื่อปี ค.ศ. 1954 นอกจากนี้ยังเป็นธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่เปิดสาขาที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ โดยทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนและได้เชื่อมโยงกับสำนักงานใหญ่ที่กรุงเทพ โดยคาดว่าความร่วมมือนี้จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
“สมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย” ระบุ สัมพันธ์ไทยจีนแน่นแฟ้น :
นายหลี่ เสี่ยวปอ นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน-ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ICBC เผยว่า ประเทศจีนมีการค้าการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ในปี 2022 มูลค่าการค้าระหว่างประเทศจีนและประเทศไทยมีกว่า 1.35 แสนล้านบาท และนักลงทุนจากจีนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยมีนโยบายที่ส่งสริมการลงทุนหลายโครงการที่สอดคล้องกับนโยบาย หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน
ขณะเดียวกันไทยมีนโยบายใหม่ เช่น การผลักดันโยบาย BCG หรือนโยบายด้านเทคโนโลยีที่มีการส่งเสริมรถยนต์ EV โดยมีการลงทุนกว่า 4 แสนล้านบาท โดยบริษัทรถยนต์ EV จากประเทศจีนกำลังทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
“ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยแน่นแฟ้นสูงสุดอีกครั้ง ด้วยการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยของนักลงทุนจีนอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยสำคัญคือ ไทยกับจีนมีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นในระยะยาว ไทยเอื้อต่อการเข้ามาลงทุนสะท้อนจากอันดับความยากง่ายในการทำธุรกิจที่ไทยเพิ่มขึ้น”
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่มั่นคง และมีฐานะทางด้านการเงินแข็งแกร่งด้วยมีเงินทุนสำรองสูงเป็นอันดับ 14 ของโลกซึ่งสามารถดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนได้ ไทยมีโครงการที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนเช่น EEC นอกจากนี้ไทยมีระบบนิคมอุตสาหกรรมที่พร้อมทำให้นักลงทุนจากจีนสามารถเข้ามาลงทุนในแบบคลัสเตอร์ได้ เช่นที่เกิดขึ้นแล้วในระยองที่มีจำนวนบริษัทจากจีนกว่า 200 แห่ง ขณะเดียวกันจีนเข้ามาลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า โซลาร์ และประปา ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาไปพร้อมกับธุรกิจจีนที่เติบโต
สภาอุตฯ ย้ำไทยเดินหน้าทรานฟอร์มภาคผลิต
นายเกรียงไกร เธียรนนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรม :
เผยว่า โลกกำลังเปลี่ยนกลายเป็นกระแส deglobalization หรือแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ จนทำให้ห่วงโซ่อุปทานของโลกกำลังมีปัญหา นอกจากนี้ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ราคาพลังงาน จนกระทบต่อเงินเฟ้อที่นำไปสู่ต้นทุนด้านดอกเบี้ยจากขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางประเทศไทยต่างๆ ขณะเดียวกันมีเรื่องของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เปลี่ยนให้สังคมต้องเข้าสู่การเป็น Low Carbon
สำหรับประเทศไทย มีความท้าทายสองเรื่อง หนึ่งคือ สังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีประชากร 67 ล้านคนและ เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ทำให้จำนวนแรงงานของไทยจะลดลงไปในอนาคต เรื่องที่สองคือ กับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องใช้การทรานฟอร์มขบวนการผลิตทั้งหมดของประเทศ เพื่อทำให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น มีความคล่องตัวมากขึ้น
สภาอุตสาหกรรมจึงพยายามเดินแนวทางที่เรียกว่า Next Gen Industry หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ที่เป็นการสร้าง S curve อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยที่หนึ่งในนั้น คือ อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไทยเคยเป็นแชมป์มานานแต่กำลังจะเสียแชมป์ เพราะไทยยังเป็นประเทศที่มีอุตสาหกรรมการผลิตรถแบบน้ำมัน แต่ความต้องการของตลาดกำลังมุ่งไปสู่รถพลังงานสะอาดมากขึ้น ภาคอุตสาหกรรมไทยจึงต้องรีบทรานฟอร์ม และเป็นเรื่องที่ดีเพราะไทยได้พันธมิตรจากจีนเข้ามาลงทุน ที่มีเทคโนโลยีและความพร้อม ขณะที่ไทยก็มีแรงงานทักษะด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างครบ
BOI ดัน 9 มาตรการหนุนลงทุน :
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า จีนไทยมีความสัมพันธ์มาช้านาน มีว