รุมจีบนักธุรกิจจีน ขยายลงทุนในไทย เปิดประตูสู่อาเซียน
เวทีการค้าการลงทุนไทย- จีนสุดคึก เอกชน ส.อ.ท.-หอการค้า รุมจีบ บิ๊กธุรกิจจีน ตั้งฐานผลิตในไทยเป็น gateway สู่อาเซียนตอกย้ำสัมพันธ์แน่นแฟ้น คู่ค้า-นักลงทุนอันดับ 1 กว่า 11 ปี ด้าน ธปท.หวังปั๊มรายได้นักท่องเที่ยวจีน 5 ล้านคนปีนี้ แบงค์กรุงเทพ-ICBC ย้ำความพร้อมด้านการเงิน เชื่อมโยง eec-GBA ด้าน BOI โชว์จุดขาย งัดทุกมาตรการดึงลงทุน มั่นใจทศวรรษแห่งนักลงทุนจีน
วันที่ 25 มิถุนายน 2566 ในการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก (WCEC) ครั้งที่ 16 ช่วงบ่ายในเวทีการเสวนาหัวข้อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย ซึ่งมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาพธุรกิจตลาดทุนไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
เริ่มด้วยนายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่โควิดในปีแรกเราได้รับผลกระทบ GDP ขยายตัว 1.5% พอมาปีถัดมาขยายตัว 2.6% และในปีนี้ในช่วงไตรมาสแรกขยายตัว 2.7% คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวอยู่ประมาณ 3.6 ถึง 3.7% เป็นผลจากรายได้ของภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ
“ถ้าดูแล้วประเทศไทยมีการฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นผลมาจากการท่องเที่ยว ไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก ในปีนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยว 29 ล้านคน เป็นจะเป็นชาวจีน 5 ล้านคน จนถึงปัจจุบันมีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาแล้ว 1 . 5 ล้านคน.แม้จะห่างไกลเป้า แต่เราก็ยังมั่นใจว่าจนถึงสิ้นปีจะมีนักท่องเที่ยวถึง 5 ล้านคนได้ ส่วนในปีหน้าคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวรวมนักท่องเที่ยวชาวจีนทั้งหมด 35 ล้านคน“
ซึ่งการฟื้นตัวของประเทศไทยหลังจากโควิดการท่องเที่ยวฟื้นตัวได้ดี ในส่วนของ sme ยังต้องอาศัยมาตรการของภาครัฐในการขับเคลื่อน ขณะที่ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 1.1% ส่วนปีนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2566 เหลือเพียง 0.5% ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำสุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และเกือบต่ำที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ระบบการเงินของไทยมีความเข้มแข็ง จะเห็นว่าในช่วงโควิดหลายประเทศมีปัญหาแต่ไทยยังคงไปได้ใครมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงถึง 1.7 เท่าของ GDP และมีสัดส่วนของหนี้ต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 40% ของ GDP เป็นหนี้ระยะสั้น ซึ่งจากตัวเลขทุนสำรองนี้ ทำให้เราคิดว่าในอนาคตไทยคงจะไม่มีปัญหาเช่นเดียวกับบางประเทศที่ประสบปัญหาจากที่มีเรื่องเงินกู้จำนวนมาก และอัตราดอกเบี้ยสูง
ความท้าทาย 2 เรื่อง :
นายเมธีกล่าวว่า เรื่องที่เป็นปัญหาที่มีความกังวลแต่ยังสามารถแก้ไขได้ของไทย คือปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันไทยมีสัดส่วน 86.7% ของ GDP แต่สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนนี้กระจายไปในระดับที่ไม่เท่ากันโดยผู้ที่มีรายได้น้อยจะประสบปัญหามากกว่าทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการแก้ไขเรื่องหนี้ครัวเรือนมาโดยตลอดในหลายๆด้าน อาทิการปรับโครงสร้างหนี้ การให้ความรู้เรื่องการเงิน เป็นต้น
อีกด้านหนึ่งเรามีความห่วงเรื่องเศรษฐกิจของในต่างประเทศที่จะชะลอตัวจากนโยบายการเงินที่จะใช้นโยบายการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อที่จะมาดูแลเงินเฟ้อ อาจจะมีผลทำให้เศรษฐกิจขยายตัวลดลง
ไทยไม่มีนโยบายขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง :
แต่ทว่าในส่วนของไทย ในส่วนของนโยบายการเงินของไทยไม่มีนโยบายที่จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง ส่วนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยจะมาจากรายได้จากการท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศ ในการซื้อสินค้าคงทนสินค้ารถยนต์อสังหาริมทรัพย์
ขณะที่ภาคการส่งออกอาจจะติดลบลงต่อเนื่องโดยคาดว่าทั้งปีอาจจะลดลงเล็กน้อยจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าผันผวน เราไม่รู้ว่าทิศทางเศรษฐกิจโลกจะเป็นอย่างไรในเรื่องของนโยบายการเงินเรื่องปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ส่วนความเสี่ยงในเรื่องของการปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งถ้าเพิ่มขึ้นเร็วจะมีผลกดดันทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นและอีกด้านก็จะมีผลต่ออัตราการอยู่รอดของธุรกิจ
เปิดมาตรการระยะยาว :
พร้อมกันนี้นายเมธี กล่าวว่า ในระยะยาวไทยมีการดำเนินการในเรื่องของดิจิทัลโดยเฉพาะภาคธุรกิจการเงินซึ่งจะเห็นได้จากการวางระบบ payment การใช้ระบบ QR เชื่อมต่อกับสถาบันการเงินต่างๆ รายการจัดทำ central Bank digital currency (cbdc) ภายในและข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงความร่สมหลายประเทศ ระหว่างธนาคารกลางจีนธนาคารกลางฮ่องกง ขณะเดียวกันเราก็ได้มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจสีเขียวซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญมากและมีการปรับปรุงกิโยตินกฎหมายที่ล้าสมัยหลายๆฉบับ
4 เหตุผลที่นักลงทุนจีนต้องมองไทย :
นายหลี่ เสี่ยวป้อ นายกสมาคมการค้าวิสาหกิจจีน- ไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคาร ICBC กล่าวว่า
1)การที่นักลงทุนจีนจะตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทยเขาก็จะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยจีนมีความมั่นคงในระยะยาวมากน้อยเพียงใดไทยได้ร่วมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับจีนยาวนาน ที่ผ่านมาไทยและจีนมีการทำความตกลงอาเซียนจีนครบรอบ 20 ปี สะท้อนว่าความสัมพันธ์ของไทยจีนใช่อื่นไกลเหมือนพี่น้อง
2)ธนาคารโลกจัดอันดับให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับต้นๆของโลกปัจจุบันเศรษฐกิจไทยฟื้นจากโควิด GDP คาดว่าจะขยายตัว 3.6 ถึง 3.7% มีทุนสำรองมากเป็นอันดับที่ 14 ของโลกมีความสามารถในการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนที่จะลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน
3)ไทยมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ eec ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบาย 1 แถม 1 เส้นทางหรือ BRI ของจีน ปัจจุบันดำเนินการมาครบ 10 ปีมีการดำเนินโครงการกว่า 3,000 โครงการ สามารถดึงดูดการลงทุนและสร้างความสัมพันธ์ 3 ใน 4 กลุ่มประเทศทั่วโลก
4)จีนมาลงทุนในไทยมีความพร้อมในห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมมีความสมบูรณ์ ซึ่งไทยมีสิทธิพิเศษด้านการลงทุนให้กับนักลงทุนจีนทั้งยังช่วยให้เปิดโอกาสให้สินค้าจีนสามารถขายไปในระดับโลก โดยไทยมีความพร้อมทั้งมีนิคมอุตสาหกรรม ที่เป็นที่นิยมของจีนอย่างเช่นนิคมอุตสาหกรรมไทยจีนที่จังหวัดระยองมีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนมากกว่า 200 บริษัทนอกจากนี้ไทยยังใช้ระบบอีคอมเมิร์ซและระบบชำระเงิน อิเล็กทรอนิกส์
และที่สำคัญเมื่อเร็วๆนี้ไทยและจีนมีความตกลง MOU ที่จะชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นโดยได้เริ่มตั้งแต่ปี 2021 และได้มีการชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่นไปแล้ว 70,000 ล้านหยวน
จีนคู่ค้าเบอร์ 1 ต่อเนื่องยาวนาน 11 ปี :
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่าในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมาจีนสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจจีนจากประเทศที่เคยมีอาหารบริโภคไม่เพียงพอจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้ในทุกมิติของโลก
“ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันยาวนานมาตั้งแต่อดีตตั้งแต่สมัยสุโขทัยเมื่อ 700 ปีที่แล้วจีนให้ความช่วยเหลือไทยในด้านต่างๆอย่างมาก และยังมีความสัมพันธ์ทางเชื้อชาติมีคน
จีนที่ใช้แส้ เปลี่ยนมาใช้เป็นนามสกุลไทยจำนวนมาก “
ส่วนความสัมพันธ์ในด้านการค้าและการลงทุน จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่อง 11 ปี ปีที่แล้วไทยส่งออกสินค้าไปจีน 1.19 ล้านล้านบาทและนำเข้าสินค้าจากจีน 2.49 ล้านล้านบาทโดยไทยเสียดุลการค้าให้กับจีนอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท แต่สินค้าที่เราเสียดุลการค้าให้กับจีนนั้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าเครื่องจักรและวัตถุดิบที่ใช้นำมาผลิตเพื่อการส่งออก ในด้านการลงทุนจีนเข้ามาลงทุนโดยมายื่นขอรับการสนับสนุนจาก boi และ eec จำนวนมาก
“ในปีที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกผลไม้โดยเฉพาะทุเรียนไปยังประเทศจีนได้เป็นจำนวนมากโดยได้รับความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลของจีน ซึ่งการเดินทางมาเยือนประเทศไทยครั้งนี้ก็หวังว่านักธุรกิจจีนจะมีโอกาสได้ชิม
ทุเรียนของไทยที่เป็นทุเรียนคุณภาพดีซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถส่งออกทุเรียนไปยังตลาดอื่นทั่วโลกได้ “
นายสนั่น กล่าวว่าในปีที่ผ่านมาไทยจีนยังมีความร่วมมือในการจัดตั้งคณะทำงานที่เรียกว่า tarsforce โดยฝ่ายไทยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยยูนนานของจีนเพื่อกำหนดแนวทางในการสร้างความร่วมมือใน 5 ด้านร่วมกัน
ส.อ.ท.อ้อนจีนลงทุน อุตสาหกรรมเป้าหมาย เชื่อมโยงนโยบาย China 2025
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า จากการที่ ทั่วโลกเผชิญความท้าทายจากหลายๆปัจจัยโดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital.transformation) ลูกเคยพูดถึงเรื่อง
ของโลกาภิวัตน์ หรือ Globalization แต่ตอนหลังก็เปลี่ยนมาเป็น De Globalization การเกิดการเคลื่อนย้ายซัพพลายเชนของทั่วโลก
ทั้งยังมาเจอกันแพร่ระบาดของโควิดปัญหาสงครามการค้าและสงครามระหว่างรัสเซียยูเครนที่ทำให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบกับตัวสูงขึ้นจนเป็นเหตุให้เกิดเงินเฟ้อกระทั่งหลายๆประเทศต้องใช้นโยบายทางการเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดดันเงินเฟ้อและก็นำมาสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและสุดท้ายทั่วโลกอย่างต้องเผชิญกับปัญหาเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีก
ขณะที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทาย 2 เรื่องในขณะนี้คือ
1)ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยประชากรทั้งหมด 67 ล้านคนแต่ในปี 2565 มีอัตราถึงเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าอัตราผู้เสียชีวิตซึ่งหากยังเป็นอย่างนี้ต่อเนื่อง คนไทยจะเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยที่มีจำนวนคนแก่มากขึ้นและจำนวนประชากรจะลดลงเหลือ 33 ล้านคนในปี 2085
2)ไทยติดกับดักประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางส่งผลให้จะต้องเร่งเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ
ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมของประเทศไทยนะในสททแบ่งเป็น 45 กลุ่มรวมทั้งหมด 11 คลัสเตอร์ ซึ่งยุทธศาสตร์ของสอท .ได้มีการแบ่งประเภทอุตสาหกรรมออกเป็น 2 กลุ่ม คืออุตสาหกรรมที่มีการพัฒนามาก่อนหน้านี้ (first industry)และอุตสาหกรรมที่เรียกว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next Gen Industry) ซึ่งในกลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อยคืออุตสาหกรรม s curve อุตสาหกรรม BCG และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ climate change
“ในการประชุมครั้งนี้เรามุ่งหวังว่าจะสามารถดึงดูดนักลงทุนจีนเข้ามาลงทุนใน 6 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของเราทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ 5G พลังงานหมุนเวียน automation และ biotechnology โดยในส่วนของสอท.ได้มีการจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยจีน (TCEII) ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนไทยจีน โดยเราหวังว่าในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายนโยบายChina 2025 ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับไฮเทคสอดคล้องกันกับเรา จะมี partner ที่มาร่วมสร้างและพัฒนาทักษะแรงงาน อุตสาหกรรมร่วมกัน”
แบงค์กรุงเทพย้ำสัมพันธ์ไทยจีนแน่นแฟ้น :
นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ไทยและจีนเป็นคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์อันยาวนาน โดยจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยมายาวนานถึง 11 ปีมีมูลค่าการค้าร่วมกัน 3.9 ล้านล้านบาท และจีนยังเป็นประเทศที่มีนักธุรกิจมาลงทุนในประเทศไทยมากที่สุดเพิ่มขึ้นถึง 30% จากปีก่อนหน้านอกจากนี้ยังมีความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมต่างๆร่วมกัน
“ไทยมีการขับเคลื่อนนโยบาย eec เชื่อมโยงกับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจกวางตุ้งฮ่องกงมาเก๊า (GBA)ซึ่งไทยก็นับว่าเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ไทยเป็นประตูที่สามารถเชื่อมโยงสู่อาเซียนหากจีนและไทยร่วมมือกันจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ให้ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วอีกมากเช่นในด้านการขนส่ง และไทยเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพการใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจจีนที่ต้องการจะสร้างฐานผลิตให้ขยายไปทั่วโลกโดยปัจจุบันนี้ไทยได้มีการเปิดประเทศ 100% แล้วหลังจากโควิดและยังมีการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมใน sector ใหม่ๆเช่นอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ eec”
ในส่วนของธนาคารกรุงเทพได้ได้มีความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกับจีนตั้งแต่สมัยคุณปู่ ชิน โสภณพนิช ได้ไปตั้งสาขาของธนาคารกรุงเทพที่ฮ่องกงในปี 1954 และเป็นธนาคารแห่งแรกที่ไปเปิดสาขาที่ปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ในเวลาต่อมา ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับสำนักงานใหญ่ธุรกิจเราเกี่ยวข้องกับคนจีนเยอะและมีความเหมือนกันในหลายด้าน
สุดท้ายได้เน้นย