"มังกรจีน" จับตาเขม็ง สหรัฐ "ปูพรมแดง" ต้อนรับอินเดีย
การไปเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของประมุขรัฐ หรือ state visit ครั้งแรกของ "นเรนทรา โมดี" นายกรัฐมนตรีอินเดีย ระหว่างวันที่ 21-24 มิถุนายน ตามคำเชิญของประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ถูกเรียกว่าเป็น landmark visit หรือ watershed moment ซึ่งมีความหมายว่าเป็นการพบปะที่สำคัญมาก จนอาจทำให้เกิดจุดเปลี่ยนบางอย่าง
ในสมัยของ โจ ไบเดน เขาเป็นเจ้าภาพรับรองแขกแบบ state visit เพียง 2 คนคือ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในเดือนธันวาคม 2022 และประธานาธิบดี ยุน ซอกย็อล ของเกาหลีใต้ ในเดือนเมษายน 2023
การพบปะของผู้นำสองประเทศในดินแดนของสหรัฐ ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะเกิดขึ้นหลังจากรัสเซียในฐานะมิตรเก่าของอินเดียได้บุกรุกรานยูเครน จนนำมาสู่การถูกชาติตะวันตกและพันธมิตรแซงก์ชั่นเพื่อลงโทษ ในขณะที่อินเดียไม่ยอมร่วมแซงก์ชั่น อีกทั้งไม่ประณามรัสเซียอีกด้วย เนื่องจากอินเดียพึ่งพาพลังงานและอาวุธจากรัสเซียค่อนข้างมาก ซึ่งสร้างความไม่พอใจลึก ๆ ให้กับสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ทว่าก็ไม่ได้มีการตำหนิอินเดียอย่างโจ่งแจ้งเหมือนที่ตำหนิจีน
วาระสำคัญของการหารือพบปะครั้งนี้ ระหว่างผู้นำอินเดียและอเมริกา ก็คือการเพิ่มความสัมพันธ์ด้านกลาโหม การเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยี ตลอดจนการเพิ่มบทบาทของอินเดียในอินโด-แปซิฟิก
“ฮาร์ช วี. แพนต์” รองประธานศึกษานโยบายต่างประเทศของออปเซิร์ฟเวอร์ รีเสิร์ช ฟาวน์เดชั่น ระบุว่า เป็นการเยือนที่สำคัญมาก เป็นเรื่องที่บ่งบอกว่าอินเดียต้องการเอื้อมมือมาหาสหรัฐมากเท่า ๆ กับที่สหรัฐต้องการเอื้อมมือไปหาอินเดีย โดยสหรัฐมองอินเดียในฐานะหุ้นส่วนที่สามารถพึ่งพาได้ แต่ความเป็นหุ้นส่วนนั้นก็จะแตกต่างออกไปจากหุ้นส่วนอื่น ๆ เพราะอินเดียไม่ใช่พันธมิตร (ally) สหรัฐไม่คุ้นเคยกับการมีหุ้นส่วนที่ไม่ใช่พันธมิตร ดังนั้น การเป็นหุ้นส่วนก็คงมีลักษณะเป็นอิสระ แต่ทว่าก็สามารถช่วยส่งเสริมเป้าหมายสำคัญของสหรัฐได้
ฟาร์วา อาเมอร์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสังคมเอเชียชี้ว่า การเยือนครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ของพันธสัญญาอันมั่นคงที่จะเพิ่มความสัมพันธ์และบ่งชี้ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของสองประเทศที่จะร่วมมือกันในอนาคต เพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันท่ามกลางความท้าทายของโลก
ผู้เชี่ยวชาญคนอื่น ๆ เห็นว่า ที่ผ่านมาอินเดียผิดพลาดที่คิดว่าจะสามารถพึ่งพาอาวุธจากรัสเซียได้ต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญที่อินเดียจะขยับเข้าใกล้สหรัฐ และถอยห่างจากการพึ่งพาอาวุธรัสเซีย หลังจากจีนและรัสเซียใกล้ชิดกันมากขึ้น ขณะที่อินเดียมีปัญหาพิพาทด้านชายแดนกับจีนมานาน และต้องการอาวุธดี ๆ มาปกป้องประเทศ
นอกจากนี้ ทั้งอินเดียและสหรัฐต่างมีวัตถุประสงค์เดียวกัน นั่นคือไม่ต้องการให้เอเชียหรืออินโด-แปซิฟิก ตกอยู่ใต้การครอบงำของจีน
“ลิซ่า เคอร์ติส” ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงอินโด-แปซิฟิกเพื่อความมั่นคงใหม่ของอเมริกากล่าวว่า การเป็นหุ้นส่วนด้านเทคโนโลยีกับอเมริกาจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของการพบปะกัน ตอนนี้ประเด็นเทคโนโลยีมีความสำคัญยิ่ง หลังจากจีนมีความก้าวหน้าด้านเอไอ ทำให้สองฝ่ายเห็นความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความร่วมมือกัน
ผู้นำอินเดียยังมีกำหนดจะพบกับบรรดาผู้บริหารสูงสุดของบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งของสหรัฐ โดยที่พบไปแล้ว อย่างเช่น “อีลอน มัสก์” ซีอีโอของเทสลา ซึ่งมีการหารือเรื่องการลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าและความเป็นไปได้ที่จะสร้างโรงงานผลิตในอินเดีย
โดย อีลอน มัสก์ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนชื่นชอบนายโมดี เพราะเป็นผู้นำที่อยากทำสิ่งที่ถูกต้องสำหรับอนาคตของอินเดีย ต้องการสนับสนุนบริษัทใหม่ ๆ และอินเดียก็เป็นประเทศที่น่าลงทุนมากกว่าประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ
นอกจากนั้น คาดว่านายโมดีจะพบกับซีอีโอของบริษัทยักษ์ใหญ่อื่น ๆ ทั้งแอปเปิล อิงก์, กูเกิล, ไมโครซอฟท์ เป็นต้น ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า การเป็นหุ้นส่วนมากขึ้นจะทำให้ทั้งอินเดียและอเมริกามีช่องทางในการใช้กลยุทธ์ “ไชน่า พลัส วัน” (การกระจายลงทุนไปที่อื่น ไม่ลงทุนแค่เพียงในจีน) และสามารถผลักดันให้บริษัทเทคโนโลยีไปตั้งฐานผลิตในอินเดียมากขึ้น ความเคลื่อนไหวของความสัมพันธ์ครั้งนี้ ระหว่างอินเดียกับสหรัฐจะทำให้จีนจับตามองอย่างใกล้ชิด
ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐเริ่มหมายตาไปที่อินเดีย อาทิ แอปเปิลเปิดร้านขายปลีกสองแห่งในเมืองเดลีและมุมไบ และตั้งเป้าจะเพิ่มอีกในอนาคต บริษัทฟอกซ์คอนของไต้หวัน ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่สุดของแอปเปิล ลงทุนโรงงานผลิตไอโฟนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 25 มิถุนายน 2566