"สี จิ้นผิง"ส่งสัญญาณเปิดรับการลงทุนต่างชาติ หลังเศรษฐกิจชะลอตัว
เศรษฐกิจในประเทศจีนกำลังชะลอตัว "สี จิ้นผิง" กล่าว จีนจำเป็นต้องเปิดเศรษฐกิจในขอบข่ายที่กว้างมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การให้ความร่วมมือกับต่างชาติในหลายๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงการค้าและการลงทุน
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ได้กล่าวในการประชุมว่าด้วยการปฏิรูปเชิงลึกเมื่อวันอังคาร (11 ก.ค.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลว่า ในการสร้างรูปแบบการพัฒนาใหม่ๆ และส่งเสริมการเปิดกว้างเชิงโครงสร้างนั้น จีน ต้องมุ่งเน้นที่ไปที่การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือกับต่างชาติในด้านที่สำคัญ เช่น การลงทุน การค้า และนวัตกรรมด้านการเงิน จีนจำเป็นต้องเปิดเศรษฐกิจในขอบข่ายที่กว้างมากขึ้น
* นอกจากนี้ ปธน.สี ยังเรียกร้องให้ปรับปรุงการกำกับดูแลด้านการใช้พลังงานและควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปธน.สีกำลังผลักดันแผนการที่จะทำให้จีนปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ. 2603
* สถานีโทรทัศน์ซีซีทีวีรายงานว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จีนพยายามโน้มน้าวนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของจีนเริ่มอ่อนแอลง แม้ว่าจีนประกาศยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์แล้วก็ตาม
* ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงต้นสัปดาห์นี้ ทางการจีนยังได้ออกมาตรการสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังอ่อนแอ ด้วยการขยายระยะเวลาโครงการปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย
ล่าสุด หนังสือพิมพ์ไชน่า ซิเคียวริตีส์ เจอร์นัล ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลจีนรายงานว่า จีนมีแนวโน้มที่จะประกาศนโยบายสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นความเชื่อมั่นทางธุรกิจ โดยเฉพาะในหมู่บริษัทต่างชาติ หลังจากที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนได้ประชุมร่วมกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทเอกชนเมื่อไม่นานมานี้
ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ไชน่า ซิเคียวริตีส์ นิวส์ รายงานอ้างอิงความเห็นของนายหวัง ฉิง หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจมหภาคจากบริษัทโกลเดน เครดิต เรทติง ซึ่งเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายกำหนดนโยบายของจีนอาจจะออกมาตรการเพิ่มเติม เช่น
* การผ่อนคลายข้อกำหนดการซื้ออสังหาริมทรัพย์
* การผ่อนคลายกฎระเบียบด้านการจำนอง
* รวมทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อการซื้อบ้าน
โดยมาตรการเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อพยุงตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนไม่ให้ทรุดตัวลงรุนแรงมากไปกว่าที่เป็นอยู่นั่นเอง
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 12 กรกฏาคม 2566