4 ปัจจัยลบที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย ปีนี้อาจโตไม่ถึงฝัน
ตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 3% กว่า ๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูง แต่ก็เป็นอัตราที่มากกว่าปีที่แล้วที่เติบโต 2.6%
ตัวเลขจริงเมื่อสิ้นสุดปีจะโตได้ตามคาดหรือไม่ ? ตอนนี้ผ่านเดือนที่ 7 แล้ว เริ่มเห็นหลายสถาบันอัพเดตว่า “คง” และ “ปรับลด” ตัวเลขคาดการณ์
กระทรวงการคลังเองเพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2566 ลงเล็กน้อย จากก่อนหน้านี้คาดว่าจะโต 3.6% ลดลงเหลือโต 3.5% (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ 3.0 ถึง 4.0) ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยได้แรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวและอุปสงค์ภายในประเทศที่ขยายตัว ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อลดลงก็ตาม
ด้วยหลายปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าติดตาม ทำให้กระทรวงการคลังปรับลดตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยลง ซึ่งเป็นปัจจัยเดียวกันที่สถาบันอื่น ๆ กำลังเฝ้าติดตามเช่นกัน ทั้งความต่อเนื่องในการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว สถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะแนวโน้มเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังมีความไม่แน่นอน และสถานการณ์การเมืองไทยเอง
เศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจจีนกระทบส่งออก :
นับถึงเดือน มิ.ย. 2566 การส่งออกของไทยหดตัวติดต่อกันมา 9 เดือน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์บอกสาเหตุว่า เป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังคงซบเซาจากแรงกดดันด้านอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้การผลิตและการบริโภคยังคงตึงตัว ขณะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของตลาดจีนช้ากว่าที่คาด นอกจากนี้ คู่ค้าส่วนใหญ่ชะลอการสั่งซื้อสินค้าจากผลกระทบของการหดตัวทางด้านอุปสงค์ ส่งผลให้คำสั่งซื้อและการผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลง
ในช่วงครึ่งปีหลัง แนวโน้มการส่งออกยังจะไม่ดีขึ้นนัก เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจของประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักตลาดเดียวที่ถูกประเมินว่ามีโอกาสที่การส่งออกของไทยจะโตในปีนี้ แต่ปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนก็ไม่ดีอย่างที่คาด การนำเข้าและส่งออกของจีนก็หดตัวติดต่อกันหลายเดือน
มูลค่าการส่งออกในเดือน มิ.ย. 66 ของจีนลดลง 12.4% (YOY) เป็นการหดตัวรายเดือนที่มากที่สุดในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.พ. 63 ส่วนการนำเข้าลดลง 6.8% แนวโน้มการค้าของจีนครึ่งปีหลังยังคงเผชิญกับแรงกดดันค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากปัญหาเงินเฟ้อสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
เนื่องจากจีนเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย จีนทั้งนำเข้าสินค้าจากไทยเพื่อบริโภคภายในประเทศ และเพื่อเป็นวัสดุ-วัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าส่งออก ดังนั้น การนำเข้าและส่งออกของจีนจึงมีส่วนกำหนดอนาคตการส่งออกของไทยค่อนข้างมาก
กระทรวงการคลังของไทยคาดการณ์ว่า มูลค่าการส่งออกทั้งปี 2566 ในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐจะหดตัวที่ร้อยละ -0.8 (ช่วงคาดการณ์ที่ร้อยละ -1.3 ถึง -0.3) เนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐอเมริกาและกลุ่มสหภาพยุโรป ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐ และยูโรโซนในเดือนกรกฎาคม และของจีนในเดือนมิถุนายนที่ยังอยู่ระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งนับเป็นความท้าทายสำคัญของการส่งออกไทย
อย่างไรก็ตาม ฝั่งกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่ายังมีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่ตลาดคาด
คนจีนไม่ออกเที่ยวนอก กระทบท่องเที่ยวไทย :
เนื่องจากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด ทำให้ชาวจีนระมัดระวังมากขึ้นที่จะใช้จ่ายเงินไปกับการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้า 5 ประเทศในอาเซียน ยังไม่มีประเทศไหนถึง 50% ของระดับก่อนโควิด-19
โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนสะสม 5 เดือนแรกแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2019 คิดเป็นสัดส่วนดังนี้ อินโดนีเซีย 38.8%, ไทย 35.9%, เวียดนาม 34.3%, สิงคโปร์ 25.2% และฟิลิปปินส์ 13.8%
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 30 กรกฏาคม 2566