การเมืองติดหล่ม ยาขมเศรษฐกิจ
ความอึมครึมหลังการเลือกตั้งกว่า 2 เดือน ยังไม่มีความชัดเจนในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไล่ถึงความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อนำนโยบายมาขับเคลื่อนประเทศ
ไม่เพียงเป็นปัญหาในทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังสร้างความลำบากสำหรับภาคธุรกิจ เพราะความไม่แน่นอน การไม่สามารถคาดการณ์คำนวณสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถือเป็น ยาขม ในการวางแผนการค้าการลงทุน รวมไปถึงอาจเป็นปัญหาแทรกซ้อนกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ประเมินการเลือกนายกรัฐมนตรียังไม่ได้ข้อสรุปเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาล ว่าอาจก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วงที่มีความรุนแรง เสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี 2566 หรือตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป มีโอกาสนักท่องเที่ยวจะหายไปเหลือแค่ 1 ล้านคนต่อเดือน จากที่คาดหมายจะมีเข้ามา 2-3 ล้านคนต่อเดือน หากยืดเยื้อไปมากกว่า 6 เดือน จะสร้างความเสียหายสูญเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจกว่า 5 แสนล้านบาท เศรษฐกิจในภาพรวมชะงักลง
อย่างไรก็ตาม หวังว่าการเลือกนายกฯจะเรียบร้อยในเดือนสิงหาคมนี้เพื่อฟอร์มคณะรัฐมนตรีนำไปสู่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเดือนกันยายน ซึ่งมีแนวโน้มที่ชัดเจนมากขึ้น
ส่วนกรณีมีบางกลุ่มมีข้อเสนอให้การจัดตั้งรัฐบาลช้าออกไปรวม 10 เดือน เพื่อกันไม่ให้ ส.ว.มีบทบาทในการโหวตนายกฯ อาจารย์ธนวรรธน์เห็นว่า จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในปี 2567 หลายด้าน โดยเฉพาะความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ จากทั้งภาคเอกชน นักลงทุน และภาคประชาชน ที่จะลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลกระทบที่ไม่สามารถคาดได้ว่านโยบายของรัฐบาลใหม่จะเป็นรูปแบบใด ทำให้นักลงทุนวางแผนยากและเกิดการชะงักงัน เศรษฐกิจในประเทศก็จะค่อยๆ ซึมตัวลง
ด้าน รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้ความเห็นว่า สถานการณ์การเมืองตอนนี้ยังมีความไม่แน่นอนสูง เพราะว่าถ้าดูจากทิศทางของพรรคเพื่อไทยแกนนำตั้งรัฐบาล และพรรคก้าวไกลจะกลายไปเป็นฝ่ายค้าน ทำให้กลายเป็นสูตรรัฐบาลมี 265 เสียง ซึ่งดูแล้วเสียงยังไม่ได้การันตีเรื่องตั้งรัฐบาลได้
สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ สูตรรัฐบาล 265 เสียง พรรคก้าวไกลจะเป็นฝ่ายค้านจริงหรือไม่ และอาจเป็นฝ่ายค้านได้ไม่เต็มที่ เพราะยังมีแนวนโยบายที่ตรงกับพรรคเพื่อไทยหลายอย่าง ซึ่งพร้อมจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าเรื่องการกระจายรายได้ กระจายความเจริญไปสู่ท้องถิ่น เรื่องสุราก้าวหน้า แก้ปัญหาการตลาดผูกขาด การเคารพเรื่องความหลากหลายทางเพศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องของทหาร ฉะนั้น จะให้เรียกว่าฝ่ายค้านก็ไม่เชิง ทำให้เป็นการเมืองที่มีความไม่แน่นอนสูง
ขณะเดียวกันก็ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยกับสูตรตั้งรัฐบาลกับพรรคที่เคยเป็นขั้วตรงข้ามก็ยังไม่ชัดเจน และหากเกิดเพื่อไทยตั้งรัฐบาลไม่ได้ และที่สุดตัดสินใจขอร่วมกับ 2 พรรคลุง คือพลังประชารัฐกับรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งหลายคนอาจจะไม่พอใจนัก
หรือแม้แต่กรณีสุดท้ายแล้วเพื่อไทยก็ยังตั้งรัฐบาลไม่ได้อีก เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตรงนี้จะมีปัญหาตามมาอีก รวมถึงกรณีแย่สุดคือ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เปิดโอกาสให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนอกเหนือจากรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ก่อนการเลือกตั้งได้ ดังนั้น ส่วนตัวสูตรที่คิดว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่าคือการให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ อย่างน้อยเป็นการช่วยประคองให้คนมีความมั่นใจว่าเศรษฐกิจยังไปต่อได้ หากเป็นไปตามนี้น่าจะได้เห็นโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ในสิบกว่าวันข้างหน้านี้
อาจารย์สมชายประเมินผลกระทบจากการจัดตั้งรัฐบาลต้องเลื่อนออกไป โดยมองว่ากว่ารัฐบาลจะเข้ามาทำงานได้จริงจังต้องใช้เวลา และสิ่งที่ต้องทำก่อนอันดับแรกคือผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ซึ่งปกติกว่าจะร่างเสร็จและประกาศบังคับใช้ได้คาดว่าน่าจะเป็นช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2567 (มกราคม-มีนาคม 2567) หมายความว่าในช่วงระหว่างร่างกฎหมายนี้ รัฐบาลก็ต้องอาศัยใช้งบเก่าไปพลาง ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีขอบเขตจำกัดมาก
สิ่งที่หลายคนเป็นห่วงว่า หากพรรคเพื่อไทยดึงพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติมาร่วมรัฐบาล แล้วอาจจะเกิดความไม่พอใจ มีการชุมนุมประท้วงรุนแรงนั้น คิดว่าสถานการณ์ชุมนุม หรือปัจจัยในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลรุนแรงขนาดนั้น ในอดีตประเทศไทยเคยมีสถานการณ์ประท้วงรุนแรงจนเกือบเป็นสงครามกลางเมืองมาหลายครั้ง แต่ครั้งนี้
คงเป็นการชุมนุมออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้รุนแรงขนาดคอขาดบาดตาย
อย่าลืมว่า ในคำว่า ประชาธิปไตย ไม่มีคำว่าฉันทามติ เพราะฉะนั้นคนไทย 40 ล้านเสียง จะมีออกมาแสดงความไม่พอใจที่เกิดการไม่รักษาคำพูดบ้างก็เป็นปกติ และคงไม่ถึงขั้นรุนแรงมาก และขึ้นอยู่กับการจัดการของทางการด้วยว่าจะทำให้เกิดการชุมนุมที่เป็นสันติได้หรือไม่
กรณีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำรัฐบาล โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ในมุมมองของอาจารย์สมชายเห็นว่า คิดว่าคงไม่ได้มีความแตกต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะจะเห็นได้ว่านโยบายของพรรคการเมืองไทยทุกพรรคแม้จะแตกต่างกัน แต่ไม่ได้ต่างกันจนหน้ามือเป็นหลังมือ โดยอาจจะต่างกันที่รายละเอียดเท่านั้น
ไม่ว่าพรรคไหนมาบริหารประเทศก็ยังคงต้องเร่งทำงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ อาจารย์สมชายสรุปตบท้าย
ดังนั้น หากการเมืองไทยยังติดหล่มการโหวตนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดนานออกไป เศรษฐกิจไทยคงบอบช้ำหนัก
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 7 สิงหาคม 2566