จีนแถลงแนวทางบรรลุเป้าหมายศก.ดัน GDP โต 5%ปีนี้ เน้นขยายอุปสงค์ในประเทศ
นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีนและประธานคณะมนตรีแห่งรัฐกล่าวในการประชุมสภาสัปดาห์นี้ว่า รัฐบาลจีนจะดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% ในปีนี้ตามที่ได้ตั้งไว้ หลังตัวเลขทางเศรษฐกิจออกมาน่าผิดหวังเมื่อต้นสัปดาห์
คำกล่าวของ นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรี และประธานคณะมนตรีแห่งรัฐของจีน มีขึ้นเมื่อวันพุธ (16 ส.ค.) หรือเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติจีน รายงานข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.ที่น่าผิดหวัง ส่งผลให้นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนออกมาเตือนว่าเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ระดับ 5% นั้น กำลังเผชิญความเสี่ยงขาลงที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากที่ GDP จีน ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เพิ่มขึ้น 5.5% จากปีที่แล้ว
ในระหว่างการประชุม นายหลี่เรียกร้องให้ขยายอุปสงค์ภายในประเทศและส่งเสริมการบริโภค พร้อมเสริมว่าควรมีความพยายามสร้างความมั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยเฉพาะการสนับสนุนภาคธุรกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซีเอ็นบีซีสื่อใหญ่ของสหรัฐรายงานว่า ที่ประชุมได้กล่าวถึงการใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มการสร้างงานให้มากขึ้น แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังมีปัญหาแต่อย่างใด ทั้งๆที่ในระยะหลังๆนี้ มีความกังวลมากขึ้นว่า ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนจะลุกลามไปยังภาคส่วนต่าง ๆ ของเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อตลาดเห็นได้ชัดอีกครั้งในเดือนนี้ เมื่อบริษัทคันทรี การ์เดน (Country Garden) บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของจีนซึ่งเคยมีผลประกอบการที่ดี มีปัญหาสภาพคล่องและกำลังเผชิญกับการผิดนัดชำระหนี้
เมื่อมาตรการความมั่นคง "จำกัด-กีดขวาง"การฟื้นเศรษฐกิจ :
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า จีนกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจซบเซาในระยะยาว สืบเนื่องจากวิกฤตในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่คุกคามเสถียรภาพทางการเงิน แต่ดูเหมือนว่าผู้นำจีนไม่ได้เร่งแก้ไขจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
บรรดานักลงทุน นักวิเคราะห์และนักการทูต ต่างชี้ถึงสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลปักกิ่งดูลังเลที่จะใช้นโยบายที่เข้มแข็งในการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งซบเซามาตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งแตกต่างจากท่าทีและการตัดสินใจที่เด็ดขาดกว่านี้เมื่อครั้งอดีต
นักวิเคราะห์อธิบายสถานการณ์โดยชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน มีปมเรื่องภูมิศาสตร์การเมืองโลกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะความตึงเครียดกับสหรัฐอเมริกาในประเด็นไต้หวันและเรื่องอื่น ๆ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนที่กำลังมีปัญหานั้นเปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา"
คำถามคือ ทำไมจีนจึงดูใจเย็นและเชื่องช้าในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นนี้
เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามการเมืองจีนเชื่อว่า นโยบายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่มุ่งเน้นสร้างความมั่นคงในประเทศนั่นเอง ที่กำลังจำกัดและขัดขวางความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจจีน และทำให้บริษัทต่างชาติจำนวนมากไม่กล้าเข้าไปลงทุนในจีน
คริสโตเฟอร์ เบดดอร์ รองผู้อำนวยการแผนกจีนของสถาบัน Gavekal Dragonomics กล่าวขยายความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
"ปัญหาหลักของจีนในปีนี้ คือบรรดาผู้นำมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับต้องรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจกับความมั่นคงแห่งชาติ หากเรื่องไหนเจ้าหน้าที่ไม่แน่ใจว่าผู้นำต้องการให้ทำอย่างไร พวกเขาก็มักรีรอที่จะปฏิบัติงานจนกว่าจะได้รับคำสั่งหรือข้อมูลเพิ่มเติม ผลก็คือเกิดสภาวะชะงักงันทางนโยบาย แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะมีต้นทุนสูงก็ตาม"
ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมักจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างเช่นการรับมือความกังวลในช่วงวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008-2009 และความหวาดกลัวปัญหาเงินทุนไหลออกนอกประเทศเมื่อปี 2015
สำหรับครั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าจีนจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภคในประเทศและสร้างความมั่นใจของภาคธุรกิจ เช่น การลดภาษีหรือให้เงินสนับสนุนการจับจ่ายซื้อสินค้า เป็นต้น
โทษตะวันตกทำให้ "ปัญหาชั่วคราว" ดู “ใหญ่โตเกินจริง" :
แต่ทางการจีนได้ออกมาตอบโต้เสียงวิจารณ์ดังกล่าว โดยนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงเมื่อวันพุธ (16 ส.ค.) ว่า ทั้งนักการเมืองและสื่อมวลชนของชาติตะวันตกจำนวนหนึ่งพยายามทำให้ปัญหาเศรษฐกิจชั่วคราวของจีนในขณะนี้ดู “ใหญ่โตเกินจริง" และว่า "พวกเขาจะถูกตบหน้าด้วยความเป็นจริงในที่สุด"
คำกล่าวของโฆษกจีนมีขึ้นหลังจากที่ข้อมูลทางเศรษฐกิจของจีนที่เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (15 ส.ค.) ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเดินหน้าสู่ภาวะซบเซาเป็นระยะเวลานานกว่าที่คาดไว้
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้สั่งยกเลิกการเผยแพร่ข้อมูลอัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวซึ่งเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ที่กว่า 21% ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการควบคุมและจัดระเบียบบริษัทขนาดใหญ่ในภาคเทคโนโลยี การศึกษา อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน ของรัฐบาลจีนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมสภาแห่งชาติเมื่อวานนี้ (17 ส.ค.) นายหลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ระบุว่าจะพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนบริษัทเอกชนและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ แต่ถึงกระนั้น บรรดานักการทูตต่างชาติในจีนชี้ว่า มีความย้อนแย้งระหว่างสิ่งที่ทางการจีนระบุ กับมาตรการจัดระเบียบด้านความมั่นคงที่รัฐบาลนำมาใช้กับบริษัทต่างชาติ เช่น การบุกค้นบริษัทต่างชาติบางแห่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ภายใต้ข้ออ้างเรื่องกฎหมายต่อต้านการจารกรรม ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่บรรดาชุมชนธุรกิจจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก
ข้อเสนอแนะของนักวิเคราะห์ :
ซู เฉิงกัง นักวิชาการแห่งศูนย์เศรษฐกิจและสถาบันจีน มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยังระบุถึงเหตุผลอื่นที่อาจทำให้บรรดาผู้นำจีนยังไม่เร่งรีบกระตุ้นความมั่นใจในภาคเอกชน นั่นคือความหวาดกลัวลึก ๆ ว่า ระบบทุนนิยมและเศรษฐกิจที่พึ่งพาเอกชนมากเกินไปอาจย้อนกลับมาทำร้ายพรรคคอมมิวนิสต์จีนเองได้
นักวิเคราะห์ผู้นี้เชื่อว่า แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกหยิบยกมาพูดถึงอีกครั้งในการดำรงตำแหน่งสมัยที่สามของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้ที่จงรักภักดีต่อเขา
ท่ามกลางการอ่อนแอลงของเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในภาคการส่งออกและความต้องการสินค้าจีนที่ลดลงในหลายประเทศ นักวิเคราะห์มองทางออกว่า รัฐบาลจีนต้องเร่งมือหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านี้
แฮรี เมอร์ฟี ครูซ นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันมูดีส์ (Moody's) กล่าวว่า "หลังจากการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเมื่อต้นปี ขณะนี้เศรษฐกิจจีนยังคงไม่หายเมาค้างจากช่วงการระบาดใหญ่(ของโควิด-19)" และว่า การใช้จ่ายของรัฐบาลจีนน่าจะช่วยกระตุ้นภาคอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น อสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างได้ แต่ก็ไม่ใช่ "กระสุนเงิน" ที่จะช่วยเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวขึ้นได้ในทันที
ทั้งนี้ จีนมิได้เผชิญอัตราเงินเฟ้อเหมือนประเทศอื่น แต่อาจกำลังประสบภาวะเงินฝืดเนื่องจากความต้องการสินค้าลดลงซึ่งทำให้ราคาสินค้าลดลงด้วย ทำให้รัฐบาลต้องพยายามหามาตรการต่าง ๆ มาใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน
มาร์เซลลา โจว นักวางแผนการตลาดของ J.P. Morgan Asset Management ชี้ว่า นอกจากการเพิ่มการใช้จ่ายแล้ว รัฐบาลจีนอาจใช้วิธีลดอัตราดอกเบี้ยลง และเพิ่มปริมาณเงินกู้มากขึ้น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 18 สิงหาคม 2566