เปิดผลสำรวจ 512 บริษัทญี่ปุ่น โจทย์ใหญ่ที่อยากให้รัฐบาลใหม่แก้
ก่อนที่การฟอร์มคณะรัฐมนตรีใหม่จะได้ข้อสรุป “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รวบรวมผลสรุปจากกรณีที่ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ต้อนรับและหารือกับนายคุโรดะ จุน ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และนายยามาชิตะ โนริอากิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (JCCB) เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อร่วมหารือผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งปีแรก 2566
ซึ่งหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCCB) ได้ทำการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยเป็นประจำทุกปีปีละ 2 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2514 (ค.ศ. 1971) โดยการสำรวจนี้ถือเป็นการสำรวจสำคัญที่จะสะท้อนสภาพธุรกิจและการค้าการลงทุนระหว่างทั้งสองประเทศอย่างครอบคลุม
512 บริษัทญี่ปุ่นมองไทย :
สำหรับผลสำรวจประจำครึ่งปีแรก 2566 นี้ จากการตอบกลับของบริษัทญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิก JCCB จำนวน 512 ราย พบว่า ดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ (Diffusion Index : DI) ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 อยู่ที่ 24 และปรับตัวลงมาอยู่ที่ -3 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 (ตัวเลขคาดการณ์) ก่อนจะปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 26 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 (ตัวเลขคาดการณ์)
สะท้อนให้เห็นว่าสภาพทางธุรกิจได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก และอุปสงค์ที่มีต่อการส่งออกลดลงซึ่งเป็นผลจากนโยบายการเงินแบบตึงตัวแม้ว่าจะได้รับผลดีจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวขาเข้าก็ตาม


โดยตัวเลขคาดการณ์ค่าดัชนี DI ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นั้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี 2566 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการญี่ปุ่นผู้ตอบแบบสำรวจคาดหวังต่อการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของการท่องเที่ยวขาเข้าและการฟื้นตัวของอุปสงค์ที่มีต่อการส่งออก
ในด้านของแนวโน้มการส่งออกในช่วงครึ่งปีหลัง 2566 (กรกฎาคม-ธันวาคม) นั้น สัดส่วนของบริษัทที่คาดว่าการส่งออกจะ “เพิ่มขึ้น” ในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 คิดเป็น 30% บริษัทที่คาดว่าการส่งออกจะ “คงที่” คิดเป็น 46% และ บริษัทที่คาดว่าการส่งออกจะ “ลดลง” คิดเป็น 24%
โดย “เวียดนาม” 46% เป็นอันดับ 1 ของตลาดส่งออกจากประเทศไทยที่บริษัทต่างๆ มองว่ามีศักยภาพในอนาคต ตามด้วย อินเดีย 40%, อินโดนีเซีย 31% และ ญี่ปุ่น 18% ตามลำดับ
ทุนญี่ปุ่นวางโจทย์รัฐบาลใหม่ :
ประเด็นที่บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นต้องการการส่งเสริมจากรัฐบาลไทยมากที่สุด (กราฟิก)คือ “การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง” 34% ประเด็นรองลงมาได้แก่ “การบังคับใช้มาตรการเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศ” 33% และ “กฎระเบียบและการบังคับใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับภาษีศุลกากรและพิธีการศุลกากร” 32%
ประเด็นอื่น ๆ ที่ปรากฏในแบบสำรวจ อาทิ การรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยน มาตรการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตทำงานและวีซ่า เป็นต้นประเด็นที่บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นเห็นว่ามีการปรับปรุงพัฒนาดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินงานของภาครัฐ และกฎระเบียบและการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสีเขียว
สำหรับประเด็นด้านบุคลากร พบว่าตำแหน่งงานขาดแคลนบุคลากร ได้แก่ วิศวกร (รวมบุคลการด้านการวิจัยและพัฒนา) ผู้จัดการสำนักงาน และ บุคลากรด้านดิจิทัล นอกจากนี้ ในประเด็นสำหรับการดำเนินงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในปัจจุบันของบริษัทนั้น บริษัทส่วนใหญ่ระบุว่าเห็นว่ามีความจำเป็นและมีแผนดำเนินงาน
หอการค้าไทยแนะรัฐ :
นายสนั่น กล่าวว่า ผลสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาและพัฒนาเศรษฐกิจไทยและ ได้ให้ความสำคัญพัฒนาเทคโนโลยี ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล โดยการร่วมมือกับภาครัฐ
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมและส่งเสริมศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ ตลอดจนการส่งเสริม SMEs และ บริษัท Startup รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่อง Ease of Doing Business การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการสนับสนุน Digitalization อย่างมีประสิทธิภาพ
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 27 สิงหาคม 2566