อสังหาฯในจีนทรุดดึงเศรษฐกิจไทย พาณิชย์จับตากระทบท่องเที่ยว-ส่งออก
สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจีน กำลังส่งสัญญาณและส่ออาการน่าเป็นห่วงที่อาจส่งผลต่อเนื่องมาถึงเศรษฐกิจไทย ในหลายด้าน เฉพาะภาคการค้า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย
มีสัดส่วนประมาณ 12% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ดังนั้น ภาวะเศรษฐกิจจีนย่อมมีผลกระทบสำคัญต่อไทยอยู่ไม่น้อย
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ถือว่ามีขนาดใหญ่จนสามารถสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนเป็นวงกว้าง มีมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 29% ของ GDP จีน ดังนั้นปัญหาของภาคอสังหาริมทรัพย์หลังรัฐบาลจีนประกาศกฎเกณฑ์ที่เรียกว่า “Three Red Lines”เพื่อชะลอการเติบโตจนอาจกลายเป็นฟองสบู่ ทำให้ธุรกิจอสังหาฯกู้เงินยากขึ้นบวกกับยอดขายลดลงจากเศรษฐกิจที่เผชิญปัญหาโควิด ทำให้บริษัทขนาดใหญ่อย่าง Evergrande ซึ่งมีโครงการมากถึง 1,300 แห่งยื่นขอล้มละลาย และคาดว่า Country Garden ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของจีน มีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์


สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจีนอย่างมีนัยสำคัญ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคาร Barclays ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจจีนปี 2566 เหลือเติบโตเพียง 4.5% เท่านั้น แม้จะมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ฐานะทางการเงินของประชาชน กว่า 70% ประชากรที่อยู่ในเขตเมือง นิยมซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อการลงทุนและเก็งกำไร เมื่อราคาที่อยู่อาศัยลดลงอย่างรวดเร็วจึงเกิดการขาดทุนกันถ้วนหน้า
สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย สนค. ได้วิเคราะห์ต่อ 2 ภาคเศรษฐกิจสำคัญ คือ 1. ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว การบริโภคและการใช้จ่ายเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนที่ลดลง และส่งผลข้างเคียงมายังเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 28% ของจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมดที่เข้ามาในประเทศไทย โดยในปี 2562 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาในประเทศไทย จำนวน 11.1 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศจำนวน5.3 แสนล้านบาท แต่ในปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาในประเทศไทยสะสมช่วงครึ่งปีแรกเพียง 1.4 ล้านคนเท่านั้น
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 28 สิงหาคม 2566