เปิดปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนฉีด "วัคซีนโควิด"
เปิดปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนฉีด "วัคซีนโควิด" หมอธีระวัฒน์ชี้ต้อองประเมินประสิทธิภาพที่แท้จริงของวัคซีนโควิด ผลกระทบในทางไม่พึงประสงค์ว่ามีมากน้อยเพียงใด แค่ไหน
วัคซีนโควิดถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19
แม้จะไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันได้ 100% แต่ก็ช่วยบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันวัคซีนโควิดยังมีการพัฒนารุ่นใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประชากรบนโลกส่วนใหญ่เองก็ผ่านการฉีด"วัคซีนโควิด"มาแล้ว
ประเด็นคำถามที่สำคัญก็คือ ควรจะต้องฉีดเพิ่มหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากอะไร
ล่าสุดศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา (หมอธีระวัฒน์) ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโพสเฟซบุ๊กส่วนตัว (ธีระวัฒน์เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha)โดยมีข้อความเกี่ยวกับวัคซีนโควิด ว่า
วัคซีนโควิดที่ต้องพิจารณา
หมอธีระวัฒน์ บอกว่า การที่มีสายพันธุ์ย่อยใหม่ปรากฎอยู่ และในบางรัฐของอเมริกาจะให้ใส่หน้ากาก mask mandate อีก แต่ยังไม่ชัดเจน และมีการปฏิเสธจาก ประชาชนและหน่วยงาน? (และแม้แต่ บริษัทประกันยักษ์ใหญ่ไคเซอร์ ก็ระบุเพียงแต่ว่าในโรงพยาบาล ให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ใส่หน้ากาก)
อีกทั้งโควิดสายพันธุ์ย่อยเหล่านี้ แม้จะทำให้มีการติดเชื้อใหม่ซึ่งเป็นเรื่องปกติของไวรัสที่ตัองฉีกแนวตัวเองออกเพื่อให้มีการคงพันธุ์อยู่ได้ ยังไม่ได้ทำให้เกิดความรุนแรงเช่นอู่ฮั่นแอลฟ่าและเดลตา
เพราะฉะนั้น จึงเป็นที่มาที่ต้องประเมินประสิทธิภาพที่แท้จริงของวัคซีนโควิดและที่สำคัญก็คือผลกระทบในทางไม่พึงประสงค์ ว่ามีมากน้อยเพียงใดแค่ไหน
วัคซีนขณะนี้ที่ใช้อยู่ ไม่ปรากฏว่าสามารถป้องกันการติดได้ แล้วโดยทางสหรัฐเองได้แถลง และมีแผนที่จะใช้วัคซีนตัวใหม่เอี่ยม แบบเดียวกับ ไข้หวัดใหญ่ที่ฉีดปีละครั้ง ที่เข้าได้กับสายพันธุ์ในเวลานั้น แต่ยังมีปัญหาเพราะเชื้อหนีเร็ว
ข้อกังวลของนักวิทยาศาสตร์ก็คือ ยิ่งฉีดมากจะกลับทำให้ภูมิคุ้มกันของมนุษย์เบี่ยงเบนไปในทางอ่อนแอลงหรือไม่ ซึ่งมีหลักฐาน ตั้งแต่วัคซีนตระกูลอู่ฮั่นและวัคซีนควบรวมอู่ฮั่นกับโอไมครอน และ จะเป็นไปได้หรือไม่ แม้แต่ ตัวใหม่ ที่ไม่มีอู่ฮั่นแล้วก็ตาม
ตัวเลขแท้จริงของผลกระทบจากวัคซีนยังไม่ทราบชัดเพราะรายงานที่เข้ามายังศูนย์รับเรื่องร้องเรียนของสหรัฐและอังกฤษ เป็นในลักษณะ passive และในหลายประเทศมีการปฏิเสธตั้งแต่ต้นว่าไม่เกี่ยวพันกันแม้ระยะเวลาที่เกิดกับการฉีดนั้น จะใกล้ชิดกันมากและอยู่ในมาตรฐานเงื่อนเวลาที่เกี่ยวข้องกัน เช่น หัวใจอักเสบจะอยู่ในช่วง 42 วันหลังจากฉีดแล้ว และถ้าอธิบายจากระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถยาวได้ถึง 90 วัน ที่สามารถเป็นไปได้ (แม้ในวัคซีนรุ่นโบราณ ที่ไม่ใช่เทคโนโลยีแบบนี้ก็ใช้มาตรฐานนี้)
นอกจากนี้มีการปฏิเสธที่จะหาสาเหตุที่แท้จริงรวมกระทั่งถึงการชัณสูตรศพ และมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงสาเหตุไม่ใช่การชัณสูตรธรรมดาทั่วไปเท่านั้น
ตัวเลขของผลกระทบนี้ซึ่งจากรายงานของประเทศอังกฤษเองพบว่ามีรายงานเช้ามาเพียง 20% จากระบบใบเหลือง yellow card และในสหรัฐเช่นกัน
ลักษณะของผลกระทบมักเป็นการเพ่งเล็งถึงบางระบบอวัยวะสำคัญ แต่ที่กระทบหลายระบบพร้อมกันและทำให้คนนั้นๆ ทำงานไม่ได้ต้องออกจากงาน ทั้งเหนื่อยง่ายล้า สมองเปลี้ย เช่นเดียวกับ chronic fatique syndrome หรือ long covid จะไม่ถูกนับรวม อีกทั้ง ผลกระทบทางการประทุของโรคเรื้อน ที่รายงานในอังกฤษไปแล้วและเส้นเลือดที่จอประสาทตาอุดตันที่มีการรายงานไปแล้วเช่นกัน
ข้อมูลของอัตราการเสียชีวิต excess deathsที่ไม่อธิบายจากการติดโควิด ที่สูงกว่า ช่วงเวลาสมัยก่อนที่จะเกิดโควิด และแมัหลังจากที่โควิดลดความรุนแรงไปแล้ว แต่อัตราเสียชีวิตในทุกลักษณะรวมทั้งมะเร็งกลับยังสูงอยู่ มีข้ออธิบายว่าโรคที่ต้องได้รับการรักษาที่เป็น time sensitive นั้น ขาดการดูแลไป เนื่องจากสถานการณ์โควิด ตั้งนั้นเลยทำให้เสียชีวิตดูมากขึ้นแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อโควิดก็ตาม ในประเทศออสเตรเลียพบว่าอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าธรรมดานั้น เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนที่โควิดจะระบาด เพราะยังปิดประเทศอยู่และเริ่มในช่วงเวลาที่มีการใช้วัคซีนหรือไม่
ปรากฏการณ์ มะเร็งติดเทอร์โบ หรือ turbocancers ได้มีการเปิดเผยจากแพทย์หลายกลุ่มโดยพบมะเร็งที่เฉียบพลันรุนแรงแพร่กระจายได้เร็วในคนอายุไม่มาก ไม่มีโรคประจำตัว ไม่มีประวัติครอบครัว และเป็นเรื่องที่ต้องมีการหาสาเหตุรายละเอียดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคตอีก แม้มีการปฎิเสธอย่างรุนแรงจากสถาบันหล้ก
ที่มา ฐานเศรษฐกิจ
วันที่ 30 สิงหาคม 2566