เร่งยกร่าง กม.คุมปล่อยคาร์บอน งัดมาตรการภาษีตามรอย CBAM
นับถอยหลังอียูใช้ CBAM 1 ต.ค. 2566 องค์การก๊าซเรือนกระจกผนึก พณ. "แจ้งการปล่อยคาร์บอน" 5 สินค้า เร่งยกร่างกม.ใหม่ คุมเข้มปล่อยคาร์บอนงัดภาษี-ค่าปรับ “ปล่อยมาก-จ่ายมาก” ยกเว้น SME-เกษตรกร ผนึก ส.อ.ท.เดินหน้าจัดระเบียบเอกชน carbon footprint for all สกัดเก็งกำไร “คาร์บอนเครดิต”
เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือน สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (carbon border adjustment mechanism : CBAM) ใน 5 สินค้านำร่องคือ เหล็กและเหล็กกล้า ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย และอะลูมิเนียม ในวันที่ 1 ต.ค. 2566 จะเริ่มให้แจ้งปริมาณการปล่อยก๊าซ และจะเริ่มใช้มาตรการด้านภาษีในปี 2570
ตั้งรับ CBEM 1 ตุลาฯนี้ :
นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า CBAM ที่สหภาพยุโรป (อียู) จะเริ่มใช้ใน 5 สินค้านำร่อง ประกอบด้วย เหล็ก ปูนซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ย ผู้ส่งออกจะต้องเริ่มรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2566 จากนั้นอียูให้เวลาปรับตัว 3 ปี เพื่อที่จะเริ่มกำหนดมาตรการทางภาษีสำหรับการปล่อยคาร์บอน
ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมของไทยช่วงแรกทาง TGO ร่วมกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำหนดรูปแบบและแนวทางการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะถึงแม้ว่าจะเริ่มจาก 5 สินค้า อาจจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อไทยมากนัก แต่ในอนาคตจะขยายไปยังสินค้ากลุ่มอื่น ๆ และยังมีแนวโน้มว่าประเทศอื่น ๆ อย่างสหรัฐจะมีการออกกฎหมายลักษณะนี้
ส่วนแผนระยะถัดไปในเวลา 3 ปีนับจากนี้ ก่อนที่จะบังคับใช้ CBAM เต็มรูปแบบ ไทยต้องวางกลไกกำกับดูแล โดยมีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ซึ่งได้เปลี่ยนชื่อเป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานกำกับดูแล โดยล่าสุดอยู่ระหว่างการยกร่างกฎหมาย พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …
“ตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างร่างกฎหมายตัวนี้ ช่วง 3 ปีแรกทางอียูก็ให้เป็นการรายงานปริมาณการปล่อยคาร์บอน ยังไม่ได้บังคับมาตรการภาษี ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องรีบทำกฎหมาย ซึ่ง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามีร่างเดิมแล้ว อาจมีปรับนิดหน่อยและรับฟังความเห็น ซึ่งนโยบายคือ ต่อไปปล่อยคาร์บอนต้องมีราคาที่ต้องจ่าย จากเดิมที่ไม่มีราคาเป็นแบบสมัครใจ แต่ต่อไปจะมีบทลงโทษสำหรัผู้ปล่อยคาร์บอน ถ้าไม่เป็นภาษีก็เป็นค่าปรับ โดยยึดแนวทางเดียวกับ CBAM อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้จะต้องยกเว้นให้กับกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและเกษตรกรซึ่งยังไม่มีความพร้อม”
เอกชนไทยตื่นตัว “กรีนโมเดล” :
นายเกียรติชายกล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ จากแรงกดดันของนักลงทุนทั่วโลกที่บอกว่า หากประเทศใดไม่มีการลดการปล่อยก็จะไม่ไปลงทุน หรือไม่ซื้อสินค้าในประเทศเหล่านั้น ไม่ใช่แค่ส่งออก แต่จะครอบคลุมไปทั้งเรื่องการลงทุนโดยตรงทั้งหมด รวมถึงการท่องเที่ยว ดังนั้น เรื่องนี้นำมาสู่การทรานส์ฟอร์มหลายอย่าง ตั้งแต่ระดับประเทศ มาถึงองค์กร มาถึงตัวบุคคล ว่าปล่อยคาร์บอนเท่าไร และลดอย่างไร และจะลงลึกไปถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ หากไทยต้องการดึงดูดการลงทุนจัดงาน MICE ในประเทศไทย ต้องบอกได้ว่าการจัดกิจกรรมที่นี่จะลดการปล่อยคาร์บอนได้เท่าไร เป็นต้น
ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าภาคเอกชนจะมุ่งปรับโมเดลธุรกิจไปสู่ “green business model” ซึ่งในธุรกิจขนาดใหญ่หลาย ๆ รายได้มีการเตรียมการ เช่น บริษัทที่ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่เป็นผู้ผลิตที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็มีการลงทุนพัฒนาการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมา ซึ่งธุรกิจโมเดลใหม่จะเสนอออปชั่นนี้ให้กับลูกค้าที่ต้องการทำธุรกิจโดยดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย โดยที่ภาคธุรกิจสามารถเก็บเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อมาชดเชยกับที่ปล่อยออกมา
สกัดเก็งกำไร “คาร์บอนเครดิต” :
“ต่อไปคนที่มีคาร์บอนเครดิต เหมือนคนที่มีที่ดินย่านสีลม สาทร จะเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มขึ้น ตอนนี้ในประเทศไทยมีตลาดคาร์บอนอยู่หลายตลาด และอนาคตจะมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ที่ปรึกษาในการตรวจสอบและวัดการปล่อยคาร์บอน และแนวโน้มราคาคาร์บอนเครดิตสูงขึ้น อาจจะมีการซื้อขายแบบหุ้น ก็ต้องวางกลไกในการกำกับดูแลโดย TGO ในฐานะที่เราเป็นเรกูเลเตอร์ เพื่อไม่ให้มีการเก็งกำไรคาร์บอนเครดิต”
นายเกียรติชายกล่าวว่า กลไกการลดการปล่อยคาร์บอนในแต่ละประเทศ มีทั้งการใช้มาตรการ “ให้คุณและให้โทษ” ซึ่งหลักสำคัญคือ ใครปล่อยมากที่สุดควรจะต้องจ่ายมากที่สุด ใครปล่อยน้อยก็จ่ายน้อย ซึ่งจะเห็นว่าในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 26 หรือ COP 26 เกิดมาตรการด้านการตลาด
“ใครทำดีมากกว่า ต้นทุนทำดีเยอะกว่า คนนั้นจะได้รับการสนับสนุน ทั้งเรื่องสินเชื่อต่าง ๆ ก็จะมีการส่งเสริมเรื่อง กรีนมากขึ้น ซึ่งในประเทศไทยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ศึกษาเรื่อง green taxonomy แบ่งกลุ่มว่าใครปล่อยมาก ลดได้มาก ไปจนถึงน้อย เป็นสี ๆ ซึ่งจะนำไปสู่มาตรการสนับสนุนทางการเงิน เช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ที่ได้ร่วมกับ TGO ในการกำหนดและวัดระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกลุ่มบริษัทใหญ่ที่มีการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยคนปล่อยมากจะต้องมีค่าใช้จ่ายจากการปล่อย carbon pricing”
300 บริษัทร่วมคาร์บอนฟุตพรินต์ :
สำหรับบทบาทของ TGO จะวางมาตรฐานในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องมีการคำนวณคาร์บอนฟุตพรินต์ “carbon footprint for all” ซึ่งจะเกี่ยวกับวิธีการประเมิน กระบวนการประเมิน เป็นวิธีการหนึ่งในการแสดงข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากการดำเนินงานขององค์กร อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับโรงงาน ระดับอุตสาหกรรม และระดับประเทศ
โดย TGO ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการจัดทำแพลตฟอร์ม เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเอกชนตื่นตัวเข้าร่วมโครงการประเมินการปล่อยคาร์บอนล่าสุดประมาณ 300 โครงการแล้ว
นายเกียรติชายกล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตจะมีการเสนอรัฐบาลเพื่อขยายไปสู่ “การประเมินการปล่อยก๊าซในรายจังหวัด” โดยจะต้องสร้างแรงจูงใจว่า หากจังหวัดใดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากที่สุดจะได้รับอินเซนทีฟอย่างไร เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันจังหวัดที่มีการปล่อยสูงสุด คือ กรุงเทพฯ ระยอง ชลบุรี สระบุรี และสมุทรปราการ เป็นต้น
เดินหน้าเป้าหมายลด GHC ในปี 2030 :
นายเกียรติชายกล่าวถึงสถานะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (green house gas : GHG) ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 372 ล้านตัน และมีการดูดกลับ 86 ล้านตัน หรือสุทธิแล้วไทยปล่อยก๊าซ 286 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 0.8% ของโลก โดยภาคที่มีการปล่อยก๊าซสูงสุดคือ โรงไฟฟ้า ภาคขนส่ง (รถยนต์ เครื่องบิน เรือ) ภาคอุตสาหกรรม และภาคเกษตร
ขณะที่ไทยได้รับผลกระทบจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกเป็นอันดับ 9 ส่งผลให้ไทยต้องเร่งเดินหน้าแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutral) ปี 2050 และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2065
โดยสเต็ปแรกการก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หมายถึงปล่อยคารบอนเท่าไรต้องดูดกลับไปเท่านั้น เช่น ถ้าปัจจุบันปล่อย 300 ล้านตัน ดูดกลับ 80 ล้านตัน อนาตไทยมีแผนจะเพิ่มปริมาณการดูดกลับ หรือกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จาก 86 ล้านตัน เป็น 120 ล้านตัน ในปี 2030 และจะต้องลดการปล่อยลงให้เหลือ 120 ล้านตัน หักลบกันแล้วเท่ากับสมดุล จึงจะเรียกว่าเป็นกลางทางคาร์บอน
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 31 สิงหาคม 2566