"สัญญาณชีพ" เอสเอ็มอีฝ่าวิกฤติ
ถ้าเป็นมนุษย์ที่กำลังอยู่ภายใต้สภาวะวิกฤติ ต้องการจะยื้อให้มีชีวิตอยู่ต่อไป จะต้องรีบตรวจวัดและติดตาม "สัญญาณชีพ" ต่างๆ อย่างระมัดระวังเพื่อเป็นสัญญาณล่วงหน้าให้ทราบอนาคต
ธุรกิจที่กำลังอยู่ภายใต้สภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นที่กำลังเจอกันอยู่ทุกวันนี้ก็เช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเอสเอ็มอี เจ้าของ หรือ ผู้บริหารธุรกิจ จะต้องรีบตรวจวัด “สัญญาณชีพ” ของธุรกิจโดยรีบด่วน
“สัญญาณชีพ” ธุรกิจที่จะเป็นสิ่งบอกเหตุถึงภัยอันตรายของเอสเอ็มอี อาจแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ด้าน เช่น
1)สัญญาณจากระบบกระแสเงินสด เพราะว่ากระแสเงินสดเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจมีปัญหาเกี่ยวกับกระแสเงินสด เช่น การไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ตามกำหนดสัญญา ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้า เจ้าหนี้การเงิน เจ้าหนี้เงินกู้ยืม หรือเจ้าหนี้ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิงพลังงาน
หรือการที่เจ้าของหรือผู้บริหารต้องตกอยู่ในสภาวะวิ่งหาแหล่งเงินภายนอกเพื่อนำเงินสดมากู้สถานการณ์ให้กับธุรกิจ การที่ต้องใช้วงเงินเบิกเกินบัญชีจากธนาคารเป็นประจำ ฯลฯ หรือปัญหาในด้านกระแสเงินสดรับเข้า มีการขอยืดเวลาการชำระเงิน หรือเบี้ยวหนี้ไม่ชำระเงินค่าสินค้า
สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นสัญญาณชีพที่สำคัญของระบบกระแสเงินสดของธุรกิจ ซึ่งเจ้าของหรือผู้บริหารธุรกิจจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน เช่น ทบทวนประมาณการกระแสเงินสดให้รวดเร็วและทันเวลาตรงตามสถานการณ์ธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง การจัดเตรียมกระแสเงินสดสำรอง หรือการหาแหล่งเงินสนับสนุนเพิ่ม เช่น หาแหล่งเงินกู้ใหม่ๆ
2)สัญญาณจากระบบการจัดส่งสินค้าและวัตถุดิบ ปัจจุบันอาจเรียกรวมๆ ว่า ระบบโลจิสติกส์ของธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลังขาดจำนวนหรือมีไม่เพียงพอกับคำสั่งซื้อของลูกค้า คู่ค้าส่งสินค้าล่าช้ากว่าที่สัญญาไว้ คู่ค้าหรือผู้ขายวัตถุดิบรายเดิมตัดสินใจเลิกธุรกิจ ตลอดไปจนถึงการได้รับคำร้องเรียนต่อว่าจากลูกค้าเรื่องการส่งสินค้าล่าช้าและไม่ครบจำนวน
แนวทางในการแก้ไข อาจจะต้องจัดหาระบบเทคโนโลยีด้านการจัดการโลจิสติกส์เข้ามาเสริม การนำระบบด้านการจัดการวัตถุดิบและคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หรือการจัดหาแหล่งสินค้าหรือวัตถุดิบเพิ่มขึ้นให้มีจำนวนเพียงพอกับการรองรับความต้องการของลูกค้าได้ยอ่างเพียงพอ
3)สัญญาณจากการลดลงของรายได้หรือยอดขาย สัญญาณชีพด้านรายได้ของกิจการ โดยเฉพาะการ

