เวียดนามยุบกระทรวง หน่วยงานรัฐครั้งประวัติศาสตร์ ตามฝันประเทศรายได้สูง
เวียดนามลดจำนวนกระทรวง หน่วยงานรัฐครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ประเทศ ซึ่งคาดว่าจะกระทบเจ้าหน้าที่และข้าราชการ 100,000 คน เพื่อเป้าหมายกลายเป็นประเทศรายได้สูง
นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ทางการเวียดนามลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานราชการลงอย่างมาก มุ่งหวังที่จะกำจัดความล่าช้าแบบเช้าชามเย็นชามและความซ้ำซ้อนทั้งหลาย ในความพยายามที่จะส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมายกลายเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2045
นายเหงียน ฮวา บิญห์ (Nguyen Hoa Binh) รองนายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วว่า การปรับโครงสร้างกระทรวงอาจจะกระทบเจ้าหน้าที่และข้าราชการ 100,000 คน ซึ่งจะเป็นการปรับครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
“เราจะต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานของรัฐกลายเป็นสวรรค์ของคนขี้เกียจ” บิญห์กล่าว และเสริมว่า รัฐบาลควรหลีกเลี่ยงการจ้างเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีความสามารถ
โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามสั่งให้สมัชชาใหญ่แห่งชาติ (รัฐสภาเวียดนาม) บรรลุการตัดสินใจเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างกระทรวงภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะทำให้การปรับหน่วยงานรัฐเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้
การปรับโครงสร้างครอบคลุมพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลกลาง สมัชชาใหญ่แห่งชาติและหน่วยงานระดับจังหวัด
การควบรวมใน 5 กระทรวง ซึ่งคิดเป็น 20% ของจำนวนกระทรวงทั้งหมด ดังนี้
กระทรวงการวางแผนและการลงทุน ซึ่งทำหน้าที่กำกับดูแลการลงทุนจากต่างประเทศจะถูกรวมเข้ากับกระทรวงการคลัง
กระทรวงคมนาคมจะถูกรวมเข้ากับกระทรวงการก่อสร้าง
กระทรวงแรงงาน ผู้ทุพพลภาพและกิจการสังคมจะถูกรวมเข้ากับกระทรวงมหาดไทย
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านการศึกษาวิชาชีพของกระทรวงแรงงานจะถูกโอนไปที่กระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรม
ตามที่รายงานข่าวระบุคาดว่า การปฏิรูปดังกล่าวจะลดหน่วยงานส่วนย่อยที่กำกับดูแลโดยหน่วยงานราชการลง 15% ถึง 20%
พรรคคอมมิวนิสต์จะปรับโครงสร้างองค์กรภายใต้คณะกรรมการกลางเช่นกัน
คณะกรรมการด้านการระดมพลมวลชนจะรวมเข้ากับคณะกรรมการข้อมูลและการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานโฆษณาชวนเชื่อ
การปรับโครงสร้างบางส่วนจะข้ามพรมแดนของรัฐและพรรค กระทรวงการต่างประเทศจะรับหน้าที่ที่คณะกรรมการความสัมพันธ์ภายนอกของพรรคคอมมิวนิสต์และคณะกรรมการความสัมพันธ์ภายนอกที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติรับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน
หน่วยงานใน 63 จังหวัดของเวียดนามจะปรับโครงสร้างใหม่เช่นเดียวกับหน่วยปกครองส่วนกลาง
คณะกรรมการบริหารจัดการทุนของรัฐในวิสาหกิจ (Commission for Management of State Capital at Enterprises) ซึ่งดูแลวิสาหกิจใหญ่ ๆ ของรัฐ 19 แห่งจะถูกยุบ โดยหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะเข้ามากำกับดูแลปิโตรเวียดนาม (Petrovietnam) บริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งชาติเวียดนาม, การไฟฟ้าเวียดนาม (Vietnam Electricity) และเวียดนาม แอร์ไลนส์ ( Vietnam Airlines) ซึ่งเป็นสายการบินประจำชาติ
นอกจากนี้ยังมีการควบรวมสถานีโทรทัศน์ โดยเวียดนาม เทเลวิชั่น (Vietnam Television) สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นสถานีโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ จะเข้ามาดูแลช่องโทรทัศน์ของรัฐหลายแห่ง ซึ่งอาจทำให้บุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อหลายพันคนต้องตกงาน
บิช จ่อง นักวิจัยหลักปริญญาเอกจากสถาบันนโยบายสาธารณะลี กวนยู (Lee Kuan Yew School of Public Policy) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า การลดจำนวนบุคลากรจะทำให้รัฐบาลสามารถเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นให้กับข้าราชการที่เหลืออยู่ได้
โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ตำหนิรัฐบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ไม่มีประสิทธิภาพและสิ้นเปลือง โดยบอกว่า การสิ้นเปลืองเวลาและเงินนั้นแย่ยิ่งกว่าการทุจริตเสียอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ เลิมเป็นผู้นำในการปรับโครงสร้างกระทรวงความมั่นคงสาธารณะมาก่อน
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็วที่ 7.09% เมื่อปีก่อนหน้า แต่เพื่อที่จะก้าวขึ้นสู่ระดับประเทศที่มีรายได้สูงในปี 2045 ตามเป้าหมาย เวียดนามจะต้องรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงไว้ ซึ่งความเร่งด่วนนี้อาจจะเป็นปัจจัยให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจลดขนาดหน่วยงานรัฐลงอย่างมาก
นักลงทุนต่างชาติยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อนักลงทุนต้องเจอกับระยะเวลาในการดำเนินการตามระเบียบราชการที่ยุ่งยากซับซ้อนระหว่างหน่วยงาน นักลงทุนมีแนวโน้มจะพิจารณาแผนลงทุนใหม่หรือยกเลิกไปเลยในบางกรณีก็มี ซึ่งมีการคาดว่าการควบรวมกระทรวงการลงทุนและกระทรวงการคลังจะส่งผลให้กระบวนการต่าง ๆ ราบรื่นขึ้น
ในขณะเดียวกัน ผู้สังเกตการณ์หลายคนกล่าวว่า โครงการปรับโครงสร้างใหม่จะประสบปัญหาจากการขาดการเตรียมการและการประสานงาน โดยแหล่งข่าวจากบริษัทญี่ปุ่นกล่าวว่า อาจส่งผลให้เกิดการหยุดชะงักและความล่าช้าในการจัดทำเอกสาร ตลอดระยะเวลาดำเนินการปรับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์นี้
ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
วันที่ 8 มกราคม 2568