ฉายความสัมพันธ์ "ไทย-จีน" 50 ปี ก้าวสู่ความสัมพันธ์ยั่งยืนในอนาคต
ช่วงเวลาเฉลิมฉลอง 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน เครือมติชน เดินหน้าจัดงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน The Golden Road : From Now to Eternity เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ที่เพลนารีฮอลล์ 1 (Plenary Hall 1) ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขตคลองเตย กรุงเทพฯ


บรรยากาศตรึงใจผู้ร่วมงาน เพราะเต็มไปด้วยรายละเอียดที่น่าติดตาม ทั้งนิทรรศการ การแสดงดนตรี การแสดงหุ่นกระบอกหนุมานและหญิงแต่งเครื่องชุดประจำชาติจีน โดยคณะหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ตลอดจนอาหารค่ำมื้อสุดพิเศษ
ในงานยังมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลไทย และภาคธุรกิจชั้นนำ ที่มีส่วนสัมพันธ์กับประเทศจีนเข้าร่วมอีกจำนวนมาก โดยมี น.ส.ปานบัว บุนปาน ประธานกรรมการบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ ตลอดจนผู้บริหารเครือมติชนร่วมให้การต้อนรับ
ไฮไลต์ของงานคือ วิทยากรหลักที่ขึ้นเวที ประกอบด้วย อู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย, เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี และธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด


เคียงบ่าเคียงไหล่จนชั่วกาลนาน :
เข้าสู่ช่วงปาฐกถาพิเศษและ Dinner Talk อู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ปาฐกถาพิเศษความร่วมมือไทย-จีน เพื่อก้าวสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต ว่า ใน 5 ทศวรรษนี้ จีนและไทยได้ผ่านร้อนผ่านหนาว และผ่านการทดสอบของการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก ทุกครั้งเราใช้โอกาสนี้เพื่อกระชับความสัมพันธ์ ทำให้ต่างฝ่ายเห็นว่าเป็นเพื่อนมิตรที่แท้จริง
50 ปีมานี้ความสัมพันธ์ของเราได้ยกระดับมาเรื่อยๆ ทุกครั้งระหว่างการเยือนของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำของทั้งสองชาติก็ได้ตกลงสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนยิ่งขึ้น
ปีนี้ผู้นำของประเทศจีนมีโอกาสมาเยือนไทยอีกครั้งในวาระที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมความร่วมมือด้านแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง (LMC) ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนและไทยนั้นดีมาก มีความร่วมมือที่เสมอภาคและผลประโยชน์รวมกันแบบ ‘win-win’ อย่างเรื่อยมา โครงสร้างในความสัมพันธ์นั้นดีมาก
ขอเอ่ยถึงบริษัทเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทต่างชาติแห่งแรกที่เข้าไปลงทุนในจีน หลังจากที่มีนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศต่อโลกภายนอก นายธนินท์ เจียรวนนท์ ได้ตัดสินใจเสริมสร้างความร่วมมือกับประเทศจีน นำเอาเงินทุน เทคโนโลยีและรูปแบบการบริการทันสมัย เกิดผลตอบแทน เป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ
จวบจนทุกวันนี้บริษัทจีนแสวงหาความร่วมมือกับไทย ทั้งอุตสาหกรรม Digital economy การพัฒนาสีเขียวและ Energy โดยเฉพาะบริษัทหัวเว่ย ได้ร่วมกับบริษัทไทยและได้ทำให้ไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ใช้ 5G ในการสื่อสาร และมีหลายบริษัทสร้างงานนับแสนให้กับชาวไทย บริษัทเหล่านี้มี Motto ของตัวเองว่า ‘Growing Thailand Contribute to Thailand’ หรือเติบโตในไทยก็ต้องสร้างประโยชน์ในไทยเช่นกัน
“หนทางข้างหน้าไม่รู้ว่าจะมีอุปสรรคอีกเท่าไร แต่ที่แน่ชัดคือจีนกับไทยจะยังคงร่วมมือและเคียงบ่าเคียงไหล่เพื่อมุ่งหน้าบนเส้นทางนี้อย่างไม่หยุดยั้ง จากปัจจุบันจนชั่วกาลนาน” รักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนเน้นย้ำ
หาจุดสมดุลพัฒนาธุรกิจร่วมกัน :
จากนั้น เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ขึ้นเวทีกล่าวในโอกาสและความร่วมมือด้านการลงทุนไทย-จีน ระบุว่า ส.อ.ท.ประกาศยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ตรงกับนโยบายของประเทศจีน ถือเป็นความร่วมมือในห่วงโซ่พันธมิตร การช่วยเหลือและพัฒนายกระดับเทคโนโลยี
ปี 2567 เป็นปีที่มีการลงทุนจากจีนเข้าไทยมากกว่า 1.7-1.8 แสนล้านบาท และในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จีนหลั่งไหลลงทุนในไทยเป็นอันดับ 1 เงินสะสมกว่า 8 แสนล้านบาท ขณะที่ตัวเลขการค้าขายในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 26% เทียบกับปี 2567 ทำให้ไทยต้องเรียนรู้และเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิต ทำอย่างไรในการหาจุดสมดุล รวมถึงนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาพัฒนาในด้านต่างๆ ร่วมกัน
4 สายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด :
ต่อด้วย สนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโสหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ขึ้นเวทีกล่าวถึงความร่วมมือทางการค้า และพันธมิตรธุรกิจไทย-จีน ระบุว่า สายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน แบ่งออกเป็น 4 สายด้วยกัน
(1)ความสัมพันธ์ด้านการทูต ไทยและจีนผูกพันกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย
(2)ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ มีการค้าขายยาวนานกว่า 700 ปี โดยเฉพาะสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 2 และรัชกาลที่ 3 ชาวจีนเข้ามาทำการค้า ไทยกอบโกยรายได้ นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในประเทศ
(3)ความสัมพันธ์ด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนไทย ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านภาษา อาหาร ประเพณี และศิลปะ และ 4.ความสัมพันธ์ด้านเครือญาติ อย่างเช่น คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ผู้เป็นสะพานเชื่อมวัฒนธรรมของไทยจีนแนบแน่น
ชูโมเดลจีนแก้จน-เร่ง‘ไฮสปีด’
จากนั้น เศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีช่วง Exclusive Dinner Talk ดำเนินรายการโดย สรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้จีนก้าวกระโดดขึ้นมาถึงทุกวันนี้ คือการกำจัดความยากจน ผู้นำบริหารงานต่อเนื่อง สานต่อนโยบายระยะยาว ทำให้ผู้นำอยู่ในอำนาจได้นาน
แนวทางของจีนที่จะนำมาปรับใช้กับไทยมีหลายเรื่อง โดยเฉพาะการศึกษา ประเทศจีนผลิตบัณฑิตตรงกับตลาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น อิเล็กทรอนิกส์ Data Center รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) จนจีนถือเป็นรุ่นใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา


เศรษฐาระบุถึงปัญหานักท่องเที่ยวจีนเข้าไทยลดลงว่า ปัญหามาจากความไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย กลัวถูกเอาเปรียบ ไทยต้องสื่อสารให้ชาวจีนได้รับรู้ถึงความปลอดภัย อยากเข้ามาเที่ยวไทย
สำหรับประเด็นภาษีสหรัฐอเมริกา เศรษฐาให้มุมมองว่า หลายคนเป็นห่วงหากไทยประนีประนอมเรื่องภาษีสหรัฐ จีนจะไม่พอใจ แต่ก็มีหลายเรื่องที่คนไทยอาจไม่ทราบ คือ สหรัฐขอเข้ามาสร้างโรงงานผลิตอาวุธในไทย ทั้งที่จีนก็มีโรงงานผลิตอาวุธที่ไทย 2 โรงงาน ดังนั้น เชื่อว่าเรื่องเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ วันนี้ปัญหาเฉพาะหน้าคือภาษีสหรัฐ เชื่อว่าทีมเจรจาจะเจรจาจนได้ภาษีในอัตราที่เหมาะสม
“เรื่องสำคัญที่สุดของจีนตอนนี้คือ Belt and Road Initiative ดังนั้น ไทยต้องเดินหน้าสร้างรถไฟความเร็วสูง เพราะจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่สุดในการช่วยเหลือจีนสร้างความมั่นคงด้านอาหาร เกิดการค้าขายที่เป็นธรรม สร้างประโยชน์ให้กับ 2 ประเทศ” เศรษฐาระบุ
ดึงคนเก่งปั้นฮับอาเซียน :
ช่วงท้ายของงาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี กรุ๊ป) ขึ้นเวทีกล่าวในช่วง Exclusive Dinner Talk ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีคนเก่งเทคโนโลยี ผลิตจรวด ผลิตโดรน ผลิตหุ่นยนต์ที่มีความก้าวหน้า ไม่มีประเทศใดผลิตได้เร็วเท่าจีน เพราะการศึกษาเทคโนโลยีของจีน ไม่ได้ใช้แรงงาน แต่ใช้สมอง และคนที่ใช้สมองก็ไม่ได้ทำงานแบบสบายๆ ต้องทุ่มเทอย่างมาก
สาเหตุที่ต้องพูดเรื่องเทคโนโลยี เพราะจีนจะต้องผลิตสินค้าออกไปขายนอกประเทศทั่วโลก แต่เทคโนโลยีที่เป็นสมองจะอยู่ที่จีน ทั้งชิ้นส่วนอัจฉริยะ หรือสิ่งต่างๆ ที่เรามองไม่เห็น ผมขอเสนอแนะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน เพราะไทยเดินนโยบายที่เป็นมิตรกับทุกคน เราจะต้องดึงคนจากทั่วโลกมาร่วมลงทุนกับเรา หรือดึงจากจีนมาร่วมลงทุนในประเทศไทย ผลิตแล้วขายกลับไปที่เมืองจีน และขายไปทั่วโลกที่เต็มไปด้วยโอกาส เพราะวิกฤตคือโอกาส แต่ไทยเราน่าจะเจาะจงเชิญบริษัทไฮเทคของจีนมาลงทุน จากนั้นไทยควรสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเอื้อความสะดวก เพื่อวิน-วิน เพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองที่สุด ร่ำรวยที่สุดในอาเซียนและในเอเชีย เวลานี้มีอย่างเดียวคือไทยไม่ได้ไปลงลึกและศึกษาว่าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างไร โดยเฉพาะจีน แนวทางนี้เชื่อมั่นว่าญี่ปุ่นจะมาลงทุนที่ไทยมากขึ้นเช่นกัน ไม่ใช่แค่จีนอย่างเดียว และคิดว่าสหรัฐอเมริกาก็เริ่มมาเหมือนกัน เช่น การลงทุนเอไอและดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เป็นต้น
“ประเทศไทยกับประเทศจีนจับมือกันอยู่แล้ว เราหวังว่าใน 50 ปีนี้จะต่อยอดไปอีกเป็นล้านปีอย่างไม่มีสิ้นสุด หวังว่าประเทศไทยและประเทศจีนจะมีอะไรร่วมมือกันอีกเยอะ ถ้าผู้นำของไทยเห็นว่าจะต้องทำอะไร จะช่วยให้ประเทศไทยเจริญรุ่งเรือง จับมือกับจีน รวยกันไป ไทยก็รวย จีนก็รวย รวยทั้งคู่” ประธานอาวุโสซีพีกรุ๊ปทิ้งท้าย

เสร็จสิ้นงาน Exclusive Dinner Talk 50 ปี ไทย-จีน พร้อมสารทรงพลังจากวิทยากรทุกท่าน ตอกย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนที่จะมั่นคงนับจากนี้
ที่มา มติชนออนไลน์
วันที่ 2 สิงหาคม 2568